การทำงาน HR ด้านการสรรหา หลายครั้งอาจดูเหมือนเป็นเพียงการเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง จัดการโควต้าการจ้างงาน และจัดประกาศรับสมัคร แม้ว่าจะสำคัญ แต่งานเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นแค่ “หน้าที่” หากไม่เชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร แต่คุณสามารถก้าวข้ามบทบาทปฏิบัติการไปสู่ HR เชิงกลยุทธ์ได้ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองและเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่ทำในแต่ละวัน
ตัวอย่างจริง: “ณัฐ” ผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากร
ณัฐเป็นผู้จัดการฝ่ายสรรหาที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หน้าที่ของเขาคือจัดการกระบวนการสรรหา ตั้งแต่การลงประกาศงานจนถึงการส่งข้อเสนองาน แต่ณัฐรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่กับงานปฏิบัติการที่ไม่มีผลกระทบระยะยาวต่อองค์กร เขาต้องการเปลี่ยนบทบาทของตัวเองให้มีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญ และนี่คือสิ่งที่เขาทำ
6 ขั้นตอนที่ณัฐใช้ในการเปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเอง
- วิเคราะห์ความต้องการขององค์กร
ณัฐเริ่มต้นด้วยการศึกษาว่า การสรรหาของเขามีผลกระทบอย่างไรต่อเป้าหมายใหญ่ของบริษัท:
• เขาใช้ SWOT Analysis เพื่อระบุจุดอ่อนในกระบวนการ เช่น การขาดแคลนทักษะในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ และตำแหน่งที่มีอัตราการลาออกสูง
• เขาเชื่อมโยงการสรรหากับแผนการเติบโต เช่น การเตรียมพนักงานเพื่อรองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่
ตัวอย่างที่ณัฐทำ:
“ผมค้นพบว่าอัตราการลาออกในตำแหน่งเทคนิคสูงถึง 20% ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการชะลอแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผมจึงแนะนำให้สร้างฐานข้อมูลผู้สมัครที่พร้อมรับการติดต่อ (Talent Pipeline)”
- ริเริ่มปรับปรุงกระบวนการสรรหา
ณัฐปรับปรุงกระบวนการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบ:
• เขาแนะนำ ระบบติดตามผู้สมัคร (ATS) เพื่อทำให้งานต่าง ๆ เช่น การส่งอีเมลหรือการจัดสัมภาษณ์เป็นระบบอัตโนมัติ
• เวลาที่ประหยัดได้ถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์แหล่งผู้สมัครที่ให้คุณภาพสูง
ผลลัพธ์ที่ณัฐทำได้:
“การปรับกระบวนการสัมภาษณ์ให้เป็นระบบอัตโนมัติช่วยลดเวลาสรรหาลง 25% และเพิ่มโอกาสในการค้นหาผู้สมัครคุณภาพสูงขึ้น”
- สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
ณัฐเข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมผู้นำและ HRBP เพื่อเชื่อมโยงการสรรหากับเป้าหมายองค์กร:
• เขาพูดคุยกับหัวหน้าทีม R&D เพื่อเข้าใจทักษะที่ทีมต้องการในอนาคต
• เขาเสนอแผนการสร้างเครือข่ายกับผู้สมัครที่มีศักยภาพสำหรับตำแหน่งสำคัญ
ตัวอย่างการสร้างพันธมิตร:
“หลังจากพูดคุยกับทีม R&D ผมช่วยกำหนดแผนการจ้างงานสำหรับ 6 เดือนข้างหน้า เพื่อรองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
- ใช้ข้อมูลตัวชี้วัดเพื่อเสนอแนวคิดเชิงกลยุทธ์
ณัฐใช้ตัวชี้วัดสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจ เช่น:
• เวลาที่ใช้ในการจ้าง (Time to Hire)
• คุณภาพของผู้สมัครใหม่
• แหล่งที่มาของผู้สมัคร (Source of Hire)
สิ่งที่เขาทำ:
“จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผมพบว่าแหล่งผู้สมัครที่ดีที่สุดมาจากโปรแกรมแนะนำผู้สมัครโดยพนักงาน (Referral Program) ผมจึงเสนอโครงการปรับปรุงโปรแกรมนี้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพของการจ้างงาน”
- เสนอโปรแกรมนำร่อง (Pilot Program)
ณัฐทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ผ่านโครงการนำร่องขนาดเล็ก:
• เขานำระบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) มาใช้ในทีมวิศวกร
• โครงการนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการประเมินผู้สมัคร และลดอคติในการตัดสินใจ
ผลลัพธ์จากการนำร่อง:
“หลังจากใช้ Structured Interview อัตราการตอบรับข้อเสนอเพิ่มขึ้น 20% และช่วยสร้างความมั่นใจให้ทีมในการตัดสินใจจ้างงาน”
- ลงทุนในความรู้เพื่ออนาคต
ณัฐลงทะเบียนเรียนหลักสูตรที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถเชิงกลยุทธ์:
• เขาจบหลักสูตร Strategic Workforce Planning และเข้าร่วมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับ HR Analytics
• เขานำความรู้นี้ไปพัฒนาระบบแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลการจ้างงานในเชิงลึก
สิ่งที่ณัฐได้เรียนรู้:
“ผมใช้ข้อมูลจากแดชบอร์ดเพื่อแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในแหล่งผู้สมัครเฉพาะทางช่วยเพิ่มอัตราคุณภาพผู้สมัครได้ถึง 30%”
บทเรียนจากณัฐ: จากงานปฏิบัติการสู่ HR เชิงกลยุทธ์
เรื่องราวของณัฐแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงบทบาทจาก HR ปฏิบัติการไปสู่ HR เชิงกลยุทธ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากคุณเริ่มต้นจาก:
- วิเคราะห์ความต้องการและปัญหาขององค์กร
- ปรับปรุงกระบวนการทำงาน
- สร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจ
- ทดลองทำโครงการนำร่อง
- ลงทุนในความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
คำถามถึงคุณ:
วันนี้คุณจะเริ่มเปลี่ยนแปลงบทบาทของคุณอย่างไร? มาแชร์เรื่องราวและแนวคิดของคุณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ HR คนอื่น ๆ! 😊
HR คนไหนสนใจเข้ามาอยู่ใน Community ที่จะพาให้คุณไปเป็น HR Manager ได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็ทำให้คุณรู้รอบในงาน HR สามารถคลิกเข้าร่วมได้ที่ลิงค์นี้นะครับ
https://members.seederschool.com/communities/groups/hr-manager-shortcut/home?invite=6798db08123cfe88c311ec4b

Leave a comment