การมี MyGPT ของตัวเองมันดียังไง กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ (Domain Expert) ทุกวันนี้

MyGPT เป็นฟีเจอร์นึงที่มีเฉพาะใน ChatGPT เอาไว้ถอดความรู้, ความสามารถ, ความเชี่ยวชาญ ของผู้ชำนาญการหรือที่ผมใช้คำว่า Domain Expert เพื่อเอามาผสมผสานกับความเก่งกาจและความสามารถของ AI อย่าง ChatGPT ที่จะทำให้เกิดการทำงานแบบสอดประสานระหว่าง Human กับ AI ให้เพิ่มคุณค่าเข้าไปได้มากกว่าเดิม (ตอนแรกจะเขียน 10X ก็กลัวว่ามันจะเฝือเกินไป)

ต้องบอกไว้ตรงนี้ว่าผมเป็น ChatGPT แฟน ก็เพราะการมีของ MyGPT เฉพาะใน ChatGPT นี่แหละ เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตเน้นไปที่การใช้งาน ChatGPT ในแต่ละงาน แต่ละฟังก์ชั่นก็แล้วกันนะ

เอาจริงๆ แล้วจากประสบการณ์ส่วนตัว และคำแนะนำของกูรูด้าน AI ที่บอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า การที่ AI แบบ Generative AI ถือกำเนิดขึ้นมา จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ได้มากกว่าคนที่ใช้ AI ได้เชี่ยวชาญแต่ยังขาดทักษะและประสบการณ์ที่จะได้จากการผ่านการทำงานในด้านนั้นๆ มาจริงๆ เพราะสิ่งที่ AI ให้คำตอบหรืออธิบายอะไรมาให้ ยังต้องการการตรวจสอบความถูกต้องและคาดการณ์ถึงผลของการนำข้อมูลนั้นไปใช้อยู่ด้วย

ที่บอกแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า AI ไม่เก่ง แต่แค่ว่า บางครั้งบางที มันยังอาจมีอาการหลอนและสับสนในการให้คำตอบอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งถ้าหากคนที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ นำไปใช้ อาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง

ผมลองพูดคุยกับเจ้า ChatGPT เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยถามไปว่า “คุณมี Bias” ในการให้คำตอบบ้างมั้ย ซึ่งเจ้า ChatGPT ก็ได้ตอบกลับมาว่า “อาจมีได้” โดยขึ้นอยู่กับ 3 ส่วนด้วยกัน นั่นก็คือ

  1. Training Bias – ที่หมายถึงข้อมูลที่ถูกคัดเลือกมาสอน ChatGPT ให้ตอบคำถามได้ในหลายศาสตร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เลือกว่าจะเอาข้อมูลอะไรมาสอน ChatGPT บ้าง
  2. Design Bias – ChatGPT ถูกกำหนดกรอบไว้ว่าต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ปลอดภัย แสดงความนับถือผู้ใช้งาน นั่นหมายความว่า ChatGPT เองก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับหรือทำตัวเป็นคนคิดบวกในทุกๆ สถานการณ์เพื่อแสดงความช่วยเหลือมากกว่าที่จะต่อต้านผู้ใช้งานนั่นเอง
  3. Personal Bias – ChatGPT บอกว่าตัวเองไม่มีอคติส่วนบุคคลอย่างมนุษย์ ไม่เลือกข้างใดๆ แต่บางครั้งอาจดูเหมือนเป็นแบบนั้นได้ เพราะข้อมูลที่ ChatGPT ถูกสอนมา ที่อาจจะมีข้อมูลฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากกว่าอีกฝั่ง

อันนี้แค่เฉพาะเรื่อง Bias แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องที่ ChatGPT ถูกกำหนดไว้ด้วยว่าเรื่องใดตอบได้ หรือเรื่องใดไม่ควรให้คำตอบ และรีบแจ้งทันทีหากมีแนวโน้มในการก่อให้เกิดอันตรายมากเกินไป ซึ่งอันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ผู้สร้าง ChatGPT ได้กำหนดเอาไว้ แต่ใครจะไปรู้ได้ว่ามันมีโอกาสหลุดรั่วออกมาเมื่อไหร่ หรือมันอาจจะกลายเป็นเราที่โดนแจ็กพอต

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บอกว่า “ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านประสบการณ์จริงมา” “ผู้ที่มีความรู้ ทักษะ และความชำนาญ” ย่อมได้เปรียบในการใช้บริการ ChatGPT มากกว่าผู้ที่ยังไม่มี

ทีนี้มาเข้าเรื่อง MyGPT ที่คิดว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้กับเหล่าผู้ชำนาญการอย่าง โค้ช, วิทยากร และที่ปรึกษา กันดีกว่า ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และจะสร้างเจ้า MyGPT ขึ้นมาได้อย่างไร (บางคนอาจรู้วิธีอยู่แล้วก็ได้ แต่อ่านต่อไปก็คิดว่าไม่เสียหายเท่าไหร่หรอกนะ)

เจ้า MyGPT นี้ ถ้าทำให้ดีๆ ให้มีความเชี่ยวชาญ, วิธีการปฏิบัติ และพฤติกรรมเฉพาะของเราเข้าไป มันจะทำให้ โค้ช, วิทยากร และที่ปรึกษาคนนั้น มีความแตกต่างและสร้างคุณค่าได้มากโขทีเดียว เพราะคุณกำลังขยายตัวคุณให้ไปช่วยคนได้มากขึ้น ผ่านการร่วมมือกันของคุณกับ AI ซึ่งผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ เป็นหัวใจของการเป็นโค้ช, วิทยากร และที่ปรึกษา

เราสามารถทำให้ MyGPT เรียนรู้ความสามารถและประสบการณ์เฉพาะของเราในแต่ละเรื่องได้ ผ่านไฟล์ที่เราทำเป็นสรุปความรู้ของเราไว้ (ซึ่งควรต้องใส่คำสั่งป้องกันบางอย่าง ไม่ให้คนอื่นสามารถดาวน์โหลดความรู้นี้ออกมาได้ เพื่อเป็นการป้องกันเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในความรู้ของเรา)

นอกจากนั้นเราสามารถตั้งค่าแนวทางการตอบหรือการให้คำตอบ สไตล์การตอบ (แบบโอบอ้อมอารี, แบบชัดๆ ตรงประเด็น) หรือขั้นตอนการทำงานแบบ Step-by-Step เพื่อให้ตอบคำถามผู้ใช้งานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนก็ย่อมได้ เพราะ ChatGPT พร้อมก๊อบปี้ให้เหมือนตัวเรามากเท่าที่จะมากได้อยู่แล้ว

จะยกตัวอย่างให้ดูว่า การใส่บทบาทหรือรายละเอียดของเราเข้าไป เพื่อเป็นการตั้งค่าการตอบนั้น ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างไรได้จากรูปนี้ ซึ่งจะเห็นว่าการตอบแบบเป็นคนทั่วไป กับการตอบโดยสวมบทบาทเป็นคุณครูมัธยมนั้น เห็นความแตกต่างของการใช้ภาษา และสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ผ่านการอ่านตัวหนังสือนั้นอยู่ได้เหมือนกัน

แล้วการมี MyGPT ของตัวเองมันดียังไง กับการที้ต้องจ่ายตังค์ให้ ChatGPT ในราคาเดือนละประมาณ 700 บาท ขอสรุปให้ดูคร่าวๆ แบบนี้

ถ้าคุณเป็น “โค้ชด้านเป้าหมายและผลลัพธ์” – คุณอาจสร้าง MyGPT มาช่วยให้คนตั้งเป้าหมายในแบบฉบับของคุณ ช่วยคิดและช่วยสร้าง Action Plan พร้อมกับการสร้างแบบติดตามความคืบหน้า เพื่อให้ผู้ใช้คนนั้นส่งให้ดูก่อนนัดการโค้ชในครั้งถัดไป หรือไม่ก็ให้เจ้า MyGPT ของคุณทำการสอบถามหรือช่วยแนะนำการแก้ไขสถานการณ์บางอย่างร่วมด้วยก็ได้ เรียกว่าถอดความเป็นโค้ชเอาไว้ให้เป็นผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ โค้ชชี่ได้ตลอดเวลา

ถ้าคุณเป็นวิทยากร – คุณอาจสร้าง MyGPT ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาทบทวนบทเรียนหลังจากที่เรียนจบไปแล้วได้ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น หรืออาจให้ผู้เรียททำแบบทดสอบผ่าน MyGPT ที่เจ้า MyGPT จะเป็นคนตอบและให้คำอธิบายตามที่คุณเป็นผู้กำหนดและสอนเอาไว้ ก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน

ถ้าคุณเป็นที่ปรึกษา – คุณอาจสร้าง MyGPT ไว้คอยช่วยให้คำปรึกษาในแต่ละเรื่องแต่ละงาน ตามที่กำหนดไว้ในไฟล์ความรู้ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจว่ายังสามารถสอบถามตัวตนเสมือนของคุณได้ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องให้ความสำคัญแบบจริงจัง อันนั้นก็ยังสามารถโทรมาคุยกันเพื่อให้ได้ความชัวร์และความถูกต้องแน่ๆ ก็ได้เหมือนกัน

3 อย่างนี้ ถือว่าเป็นตัวอย่างแบบเบื้องต้น ที่ยังจะสามารถขยายไปในงานอื่น หรือรูปแบบอื่นๆ ได้ ตามความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน

ถ้าจะให้พูดแบบง่ายๆ ก็คือ คุณสามารถถอดเอาความเชี่ยวชาญแต่ละด้านของคุณมาเป็น MyGPT แต่ละตัวได้เลย ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มทั้งคุณค่าและมูลค่า ที่คุณสามารถมอบให้ลูกค้าคนพิเศษของคุณ

Posted in ,

Leave a comment