สัธกูรู เล่าเรื่องให้ฟังเรื่องหนึ่ง ที่คนเล่าต่อๆ กันมานาน
มีชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินทางมาไกลมาก เดินมาเรื่อยๆ จากที่ไหนก็ไม่รู้ จะเดินไปที่ไหนก็ยังไม่รู้ แต่เขาเดินมาเรื่อยๆ อย่างไม่ได้หยุดหย่อน จนอยู่ดีๆ ก็ปรากฏว่า ชายคนนั้นเดินหลุดเข้าไปในทุ่งหญ้าของสรวงสวรรค์
ด้วยความรู้สึกเหนื่อย เพราะเดินทางมาไกล ชายคนนั้นเลยอยากหาที่นั่งเพื่อพักจากความเหนื่อยล้าที่เดินทางมา แล้วสายตาก็มองเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงหน้า ใต้ต้นไม้มีร่มเงาที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการพักผ่อนได้เป็นอย่างดี ชายคนนั้นเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาต้นไม้ต้นนั้น
เมื่อถึงต้นไม้ เขานั่งลง หลังพิงต้นไม้ ลมพัดไหวๆ ใบไม้พริ้วไปตามสายลม เขาหลับตา แล้วสักพักเขาก็หลับไป
เขาหลับไปได้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากอาการเหนื่อยล้าและอ่อนแรงจากการเดินมาทั้งวัน พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกหิว พอหิวมากเข้า เขาก็จินตนาการถึงอาหารต่างๆ ที่เขาอยากกิน
ฉับพลันทันใด อาหารทั้งหลายที่เขาจินตนาการไว้ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาไม่มีคำถามว่าอาหารมาจากไหน มาได้อย่างไร ไม่มีความสงสัยใดๆ เกิดขึ้น มีเพียงแค่หยิบเอาอาหารขึ้นมากินเพื่อเปลี่ยนความหิวของเขา ให้กลายเป็นความอิ่ม
พออิ่มแล้ว เขาก็เริ่มกระหายน้ำ เขาอยากดื่มอะไรบางอย่าง ทั้งที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ และแล้วเขาก็คิดถึงเครื่องดื่มเหล่านั้น เขาจินตนาการถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่อยากดื่ม
คิดได้ไม่นาน เครื่องดื่มเหล่านั้นก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา เหมือนเดิม เขาไม่ถาม ไม่สงสัย ว่าเครื่องดื่มเหล่านี้มาได้อย่างไร แล้วเขาก็ดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้นไปจนหมด
สัธกูรูหยุดเรื่องเล่าไว้ตรงนี้ ก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า
ชาร์ล ดาร์วิน เคยบอกเอาไว้ว่า “แท้จริงแล้ว มนุษย์อย่างเรา คือ ลิงที่หางหายไป”
ในทางโยคะ มีคำพูดอยู่ว่า “จิต” ของเรานั้น เหมือน “ลิง” เคลื่อนไหวตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น ไม่หยุดอยู่นิ่ง วิ่งไปวิ่งมา และซุกซน
ซึ่งความไม่อยู่นิ่งและซุกซนนี้ เป็นทั้งธรรมชาติของจิต และมนุษย์ที่มาจากลิงอย่างเรา มันเป็นธรรมชาติของเรา แต่ถ้าเอาจริงๆ แล้ว “เราควรฝึกจิตให้นิ่ง จะเป็นเรื่องที่ดีกว่า”
ชายวัยกลางคนคนนั้นก็เหมือนกันกับมนุษย์อย่างเรา “จิตของเขาก็ไม่ได้อยู่นิ่ง” และพอจิตของเขาเริ่มเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น เขาก็คิดไปว่า “ขออาหาร อาหารก็มา ขอเครื่องดื่ม เครื่องดื่มก็มา”
“เรื่องทั้งหมดนี้ ต้องเป็นการกระทำของ “ผี” แน่ๆ ผีทำการเสกอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ออกมาแน่ๆ”
และคราวนี้ เมื่อเขาคิดถึงผีมากเข้าๆ ผีก็ออกมา
เขายังไม่หยุดคิด “ผีที่ออกมาต้องมาทำร้ายเขาแน่ๆ” เขาคิดอยู่แบบนี้ คิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
และแล้วเหล่าผีก็เริ่มทำร้ายเขาขึ้นมาจริงๆ
เขาควรจะหยุดคิด หรือไม่ก็เปลี่ยนความคิดไปเป็นแบบอื่นๆ แต่ด้วยความที่จิตยังไม่นิ่งพอ และยอมให้ลิงในจิตเป็นตัวนำพาให้เคลื่อนไหว
เขาเลยคิดต่อไปอีกว่า “ผีต้องฆ่าเขาแน่ๆ”
และสุดท้าย เขาก็โดนผีฆ่าตาย
ชายคนนั้นไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ใต้ต้น “กัลปพฤกษ์” หรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Wishing Tree” ที่แปลเป็นไทยแบบตรงไปตรงมาว่า “ต้นไม้แห่งความปรารถนา”
เขาปรารถนาจะได้อาหาร อาหารก็มา
เขาปรารถนาจะได้เครื่องดื่ม เครื่องดื่มก็มา
เขาปรารถนาที่จะเจอผี ผีก็มา
เขาปรารถนาที่จะได้รับความเจ็บปวดจากผี ผีก็ทำร้ายเขา
เขาปรารถนาที่จะตาย ผีก็ทำให้เขาตาย
เราอาจไม่จำเป็นต้องออกไปหาต้นกัลปพฤกษ์นี้ ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่จริงในหลายๆ พื้นที่ก็ตาม แต่เราสามารถทำให้มันมีจริงได้ ด้วยการจัดการ “จิตของเรา” ให้เห็น, คิด และนึกได้ในสิ่งที่ปรารถนาอย่างชัดเจนและใสเหมือนแก้ว เพราะสิ่งนี้จะทำให้ความปรารถนาของเราชัดเจนมากยิ่งขึ้น
Leave a comment