สาเหตุที่ต้องชวนทำแบบนี้ก่อน เพราะขั้นตอนต่อไปจะทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจะทำให้ “จิตตั้งมั่น” มีความเข้มข้นสูงขึ้น และโอกาสเป็นจริงก็จะเพิ่มมากขึ้น
ผมคิดว่า คุณน่าจะยังจำเรื่อง “มนุษย์ กับ ลิง” ได้
จิตเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เหมือนกับการเคลื่อนไหวของลิง
จิตพร้อมจะวอกแวกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน ที่เรามีสิ่งเร้ามาดึงสมาธิให้กระเจิดกระเจิงได้ง่ายขึ้น พอๆ กับสภาพจิตใจที่พร้อมจะหวั่นไหว จากความไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงไว ในโลกปัจจุบัน
ดังนั้น เราต้องคอยสังเกต “จิตของเรา” และพยายามเปลี่ยนจาก “จิตที่ควบคุมเรา” ให้กลายเป็น “เราที่ควบคุมจิต” และรู้ตัวไปพร้อมกับรู้จิตอยู่เสมอ ซึ่งมีผลที่ส่งไปให้จิตมีความมั่นคงและตั้งมั่นได้มากขึ้น
เมื่อไหร่ที่จิตตั้งมั่นมากขึ้น มุ่งมั่นมากขึ้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นตามมา ที่คนส่วนใหญ่เรียกสิ่งนี้ว่า “ศรัทธา”
อยากให้ลองนึกถึงคนที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า ซึ่งเขาเหล่านั้นมักจะอยู่ในวัด วิหาร หรือสถานที่ทางศาสนา
ในตัวอย่างที่สัธกูรูยกมา คนคนนั้นเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาที่อยู่ในศาสนาฮินดู
เขาปรารถนาจะมีบ้านสักหลัง แต่เขาไม่มีเงินพอจะสร้างบ้านได้ เขาวิงวอนขอต่อพระเจ้า เขาเชื่อมั่นและศรัทธาว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือเขา และเขาจะมีบ้านหลังนั้นในที่สุด เขาเฝ้าสวดมนต์ วิงวอน และแสดงความศรัทธาอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ ไม่มีความคิดใดที่แวบเข้ามาในหัวแล้วบอกว่า พระเจ้าจะไม่มอบให้ หรือมันเป็นไปไม่ได้
เขายังคงเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างสุดซึ้ง ว่าสิ่งนี้เป็นไปได้ และพระเจ้าจะมอบบ้านมาให้เขาจริงๆ
สุดท้าย เขาก็ได้บ้านหลังนั้นมา
อีกหนึ่งเรื่องที่คล้ายๆ กัน แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับทางศาสนา เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1954 เป็นเรื่องของ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ นักวิ่งปอดเหล็ก
“เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ที่หมอและนักวิทยาศาสตร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การวิ่งในระยะทาง 1 ไมล์ (ประมาณ 1.6 กิโลเมตร หรือ 4 รอบสนามฟุตบอลมาตรฐาน) ในระยะเวลา 4 นาที นั้นเป็นไปไม่ได้”
(ถ้าจะคิดเป็นความเร็วคือประมาณ 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอัตราปกติของคนทั่วไปกับการเดินของมนุษย์จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นการวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ เท่ากับเร็วประมาณ 5 เท่าของการเดินปกติ คุณคงพอนึกออกแล้วนะว่าเร็วขนาดไหน)
“ถ้าใครคิดจะทำเรื่องนี้ คนนั้นต้องตายแน่ๆ แต่เมื่อผมลุกขึ้นมายืนได้ หลังจากที่ล้มฟุบไปหลังจากที่เข้าเส้นชัยไปแล้ว ผมนึกว่าผมตายไปแล้วเสียอีก แต่จริงๆ ผมยังไม่ตาย ที่สำคัญคือ ผมทำมันได้ด้วย !!!” โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ พูดไว้ หลังจากที่เขาวิ่งเข้าเส้นชัย และใช้เวลาไปไม่ถึง 4 นาที
ใช่แล้วครับ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ ทำในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ทำไม่ได้” และ “อย่าทำ” แต่เขาดันเลือกที่จะทำ
เขาไม่ได้อยู่ดีๆ ก็ลงมือทำ ลุกขึ้นไปวิ่ง 1 ไมล์ใน 4 นาที แต่เขาฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจก่อนไปทำ ทางด้านร่างกาย เขาฝึกวิ่ง ฝึกหายใจ ฝึกการลงเท้า ฝึกให้มีกำลังกายและพละกำลังที่เพียงพอ
ส่วนทางด้านจิตใจ เขาบอกกับตัวเองว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว เขาวิ่งเข้าเส้นชัยได้ภายใน 4 นาที” เขาฝึกให้ตัวเองเห็นภาพนั้นอยู่เป็นประจำและสม่ำเสมอ เขาฝึกแบบนี้ทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ต้องลงวิ่งจริง
เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะหลังจากที่โรเจอร์ แบนนิสเตอร์เป็นคนแรกที่ทำได้ ปีถัดมา มีนักวิ่งอีก 37 คน ทำได้ ปีถัดมาจากนั้น มีนักวิ่งอีก 300 คน ทำได้
และนี่คืออานุภาพของ “ความเชื่อ” และ “ศรัทธา” ที่เปลี่ยนให้ “ความปรารถนา” ให้เป็น “ความจริง”
จิม รอห์น กูรูด้านการพัฒนาตนเองบอกเอาไว้ว่า “ถ้าจะเชื่ออะไร ให้เชื่อไปแบบเด็กๆ เพราะผู้ใหญ่อย่างเรา ขี้สงสัยมากเกินไป”
ถ้าใครมีลูกหรือหลาน ลองสังเกตดูก็ได้ว่า ความเชื่อแบบเด็กๆ มีพลังและอานุภาพมากขนาดไหน สังเกตได้ง่ายๆ เวลาที่เด็กๆ เหล่านั้นเชื่อว่าจะได้อะไร คนเป็นพ่อแม่ ลุงป้า หรือน้าอา มักเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะทำให้เรื่องที่เด็กคนนั้นอยากได้ กลายเป็นความจริง
และนี่คือพลังของความเชื่อแบบไม่มีข้อสงสัยใดๆ แบบเด็ก
จิม รอห์น บอกว่า “ความสงสัยว่าจะเป็นไปได้จริงๆ ไหม ความไม่เชื่อมั่นและศรัทธา ทั้งสองสิ่งนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งที่เราปรารถนา ไม่มีทางเป็นจริง เพราะมันทำให้เกิดความขัดแย้ง และสับสนว่า แท้ที่จริงแล้ว เราปรารถนาจะได้สิ่งนั้นมาจริงๆ หรือไม่”
เราต้องตั้งเป้าหมายใหม่ ต้องตั้งจิตใหม่
“สิ่งนั้นจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของธรรมชาติและจักรวาลจัดสรร แต่เรื่องที่เป็นหน้าที่ของเราก็คือ เราต้องใส่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาเข้าไปในจิตของเรา พร้อมกับใส่ความมุ่งมั่น ความพยายามอย่างแรงกล้า เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราปรารถนานั้นมาให้ได้”

Leave a comment