• บทที่ 7/16: โอบกอดสายลมของความเปลี่ยนแปลง

    เช้าที่ SiamRise เริ่มต้นด้วยเสียงพึมพำที่ส่งความตื่นเต้นไปทั่วอาคาร คำพูดเช่น “การขยายตัว” และ “ตลาดใหม่” ไหลผ่านทางเดิน ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น เมื่อได้ยินเสียงฮือฮา อ้อมก็พบว่าตัวเองกำลังผลักประตูห้องประชุมใหญ่เข้าไป โดยมีสุรินทร์ยืนอยู่ด้านหน้าอย่างมั่นใจ

    “ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ” เสียงอันทรงพลังของสุรินทร์ดังไปทั่วทั้งห้อง “SiamRise ของเราอยู่ตรงนี้มานานมากแล้ว และในตอนนี้ เรากำลังจะก้าวไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ เพื่อทำให้ SiamRise มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนมากขึ้น แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่าการขยายตัวไปสู่พื้นที่ใหม่ และการเติบโตนั้น มันย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง”

    คลื่นความกังวลเข้าปกคลุมอ้อม การศึกษาของเธอที่เคยศึกษาเกี่ยวกับการขยายธุรกิจแสดงให้เห็นภาพการเติบโตที่มักจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและอุปสรรค ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานของบริษัทไม่สมดุล แต่ด้วยบทบาทของเธอในด้านทรัพยากรบุคคล เธอยังมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาและเสริมสร้างโครงสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้น

    หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น อ้อมก็เดินเข้าไปหาสุรินทร์ด้วยสายตาแห่งความมุ่งมั่น “คุณสุรินทร์คะ” เธอเริ่ม “สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขยายทางการตลาดของเราเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภายในบริษัทของเราอีกด้วย เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ให้ฉันได้เป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ไหมคะ”

    สุรินทร์, ประธานบริษัท SiamRise ผู้ซึ่งชอบมอบความท้าทายให้กับพนักงานของเขาอยู่เสมอ, มองอ้อมด้วยความสงสัย “พิสูจน์มาสิ ว่าเธอทำได้ อ้อม”

    อ้อมกระโจนเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติบโตของ SiamRise นั้น เธอร่วมมือกับหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ วิเคราะห์ทุกรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบต่อการขยายทีมของพวกเขา เธอจัดการประชุมกับพนักงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ไม่เพียงแต่ให้พนักงานแสดงข้อกังวลออกมาเท่านั้น แต่ยังได้รับการแก้ไขปรับปรุงในเชิงรุกอีกด้วย

    แต่ความสำเร็จของอ้อมในอย่างแรกคือการสร้างโครงการ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” อ้อมเฟ้นหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงของแต่ละหน่วยงานและฝึกให้พวกเขาเหล่านั้นมีทักษะและความสามารถในการจัดการการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของแต่ละหน่วยงาน ถือเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างอลหม่านในครั้งนี้ด้วย

    เส้นทางของโครงการนี้ไม่ได้ราบเรียบนัก มีการสื่อสารที่ผิดพลาดเกิดขึ้น ความหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงสร้างข้อสงสัยและคำถามต่างๆ นานา ซึ่งกำลังนำไปสู่การแตกความสามัคคี ยิ่งไปกว่านั้น มีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากบางหน่วยงาน พนักงานบางคนที่ทำงานที่นี่มานานแล้ว ไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงและการดำเนินการในครั้งนี้ พวกเขาตั้งคำถามต่อโครงการ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” และเริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่าอาจมีการลดจำนวนพนักงาน

    อ้อมตระหนักว่าการสร้างความเข้าใจมีความสำคัญพอๆ กับการวางกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลง เธอเริ่มจัดเวิร์คช็อปเพื่อจัดการกับข้อกังวลต่างๆ โดยนำผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาเพื่อบรรเทาความกลัวและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการขยายและการเติบโตของบริษัท เธอยังได้เริ่มจัดการพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต่อต้านกับเรื่องนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อคิดเห็นของพวกเขามีคุณค่าและได้รับการรับฟัง ด้วยการทำกิจกรรมแบบนี้ ผู้ที่เคยต่อต้านการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มกลายมาเป็นผู้สนับสนุน อ้อมไม่เพียงแต่สามารถระงับกระแสคลื่นแห่งความสงสัยที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้แนวคิดของการโอบอุ้มการเปลี่ยนแปลงแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

    แม้จะมีความท้าทายเพิ่มขึ้น แต่ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของอ้อมก็เปรียบเหมือนหางเสือเรือที่พยายามทำให้เรืออยู่ในเส้นทาง เธอแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่าด้วยแนวทางที่ถูกต้อง แม้แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในเรียนรู้และการเติบโตได้

    เมื่อ SiamRise ประกาศการลงทุนในตลาดใหม่ในที่สุด อ้อมยืนเคียงข้างสุรินทร์พร้อมกับแววตาแห่งชัยชนะ เขาหันไปหาเธอ “ผมให้ความท้าทายแก่เธอ แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ไม่เพียงแต่จะยืนหยัดและฝ่าฟันมันไปได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำมันได้ดีอีกด้วย”

    อ้อมยิ้มกว้างและตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของ SiamRise เท่านั้น มันเป็นข้อพิสูจน์ถึงความกล้าหาญของเธอในฐานะ HRBP ที่สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้ เธอไม่เพียงแค่จัดการกับความท้าทายเท่านั้น เธอได้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นก้าวย่างแห่งความสำเร็จได้อีกด้วย

  • บทที่ 6/16: งาน HR ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

    อ้อมนั่งที่ที่นั่งข้างหน้าต่างในร้านกาแฟ ขณะที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า อาบไปด้วยแสงอบอุ่นสีส้มอมชมพูอยู่บนฟ้ากรุงเทพมหานคร เธออ่านบทความเกี่ยวกับการเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้นในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลในงาน HR ผ่าน Laptop ของเธอ มีประโยคหนึ่งที่กระตุกต่อมความสงสัยและความคิดของเธอให้ทำงาน “ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทาง Digital, ถ้า HR ไม่รู้เรื่องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล ก็เปรียบได้เหมือนกับการขับรถอย่างคนตาบอด”

    เมล็ดพันธุ์ของความคิดผุดขึ้นมา, ในขณะที่อ้อมกำลังดำเนินการเรื่องการปรับปรุงการสื่อสารและการสร้างการทำงานแบบร่วมมือกันกับหน่วยงานอื่นๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่า สิ่งที่เธออาจยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรคือเรื่องของ “ข้อมูล” และน่าจะถึงเวลาที่เธอควรมาใส่ใจกับเรื่องนี้แล้วล่ะ

    อ้อมไปพบกับรวิ, หัวหน้าหน่วยงาน IT ของ SiamRise ในเช้าวันรุ่งขึ้น เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นพร้อมกับกาแฟยามเช้าที่ประกอบไปด้วยช็อทเอสเพรสโซ่เข้มๆ 2 ช็อท ระวิเป็นคนที่สนใจในเรื่องของข้อมูลเป็นอย่างยิ่ง ต้องขอบคุณความเนิร์ดและความรักในเรื่องเทคโนโลยีของเขา

    “พี่รวิคะ” “ฉันมีไอเดีย เป็นไปได้มั้ยที่เราจะสามารถทำเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่มาเชื่อมโยงกับงาน HR ? คิดว่าเราจะได้ข้อมูลเชิงลึกอะไรที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง !”

    รวิแสดงออกถึงความสนใจเป็นอย่างยิ่งพร้อมตอบตกลง “ลุย !”

    อ้อมและรวิสร้างทีมที่คนอื่นไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้ขึ้นมา ทีมทำงานร่วมกันมากว่าสองสัปดาห์ พวกเขาเหล่านั้นร่วมกันเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทั้งเรื่องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน ผลจากการสำรวจความผูกพันของพนักงาน เพื่อที่จะมาวัดผลประสิทธิภาพต่างๆ ของการดำเนินการในงาน HR

    สิ่งที่อ้อมพบจากการวิเคราะห์ข้อมูลถือเป็นเรื่องใหม่เลยทีเดียว เพราะทั้งอ้อมและรวิได้เจอกับบางสิ่งที่อาจถูกมองข้ามไป รวมทั้งหลักฐานทางข้อมูลใหม่ๆ ว่าการอบรมพัฒนาแบบไหนที่ทำให้เกิดประสิทธิผลและผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร รวมทั้งเจอรูปแบบของเหตุผลในการตัดสินใจลาออกของแต่ละหน่วยงาน

    อ้อมใช้ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มาพัฒนาการทำงานของ HR และเมื่อเวลาผ่านมาถึงตัวเลขผลการทำงานต่างๆ ก็เป็นตัวแทนแสดงผลการทำงานของเธอและทีม HR ข้อเสนอแนะและคำแนะนำต่างๆ จากอ้อมและทีม HR ไม่ได้มาจากความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังมาจากข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการสนับสนุนการทำงานด้วย

    ในการประชุมครั้งหนึ่ง ในระหว่างที่อ้อมกำลังนำเสนองานของทีม HR สมชายก็พูดขึ้นมาว่า “นี่มันถือว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมเลยอ้อม การใช้ข้อมูลแบบนี้ ทำให้เห็นมุมมองแบบใหม่ในงาน HR เลยทีเดียว”

    อ้อมเห็นด้วยกับสมชาย เธอได้สร้างความเชื่อใหม่ให้กับตัวเองว่าตัวเลขและสถิติมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ HR และการที่จะเป็น HRBP ที่มีประสิทธิภาพ เราควรต้องใช้ทรัพยากรหรือข้อมูลที่มีอยู่ในเวลาที่ความสำคัญของการใช้ Digital แบบนี้ การใช้สัญชาตญาณแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนงานด้านบุคลากรและธุรกิจ เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยดำเนินการให้เห็นถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร

    ในตอนท้ายของการประชุม อ้อมทำให้ทุกคนได้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การเป็น HR ที่สนใจในเรื่องการใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยในการทำงานในปัจจุบันนั้นมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง และมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ HR ควรต้องรู้จักและเข้าใจมัน

  • บทที่ 5/16: เปิดมุมมองด้านธุรกิจ

    อ้อมรู้สึกมีแรงกระตุ้นขึ้นมากหลังจากได้รับใบประกาศจากการเรียนหลักสูตร HR ของเธอ แต่จากบทสนทนาที่อ้อมมรกับปรียาระหว่างมื้อกลางวันวันอาทิตย์ ก็ทำให้เธอต้องหยุดและคิดอีกครั้ง

    “รู้มั้ยอ้อม !” ปรียาเริ่มต้นประโยค “ข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งของคนทำงาน HR คือการทำงานอย่างไม่สนใจหน่วยงานอื่น และเอาแต่มุ่งเน้นไปที่หน่วยงาน HR หรือเพียงแค่งาน HR แต่เพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว HR ต้องไปพยายามเข้าใจเรื่องของธุรกิจด้วย”

    อ้อมคิดถึงประโยคนี้ของปรียา และนึกถึงช่วงเวลาที่เธอได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานขายและการตลาด แต่ละหน่วยงานก็เจออุปสรรค ความท้าทาย และมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป และถ้าเธอต้องการเป็น HRBP ที่มีประสิทธิภาพสูง เธอต้องเข้าใจและคุ้นเคยกับงาน เป้าหมาย และความท้าทายของทุกหน่วยงาน

    อ้อมตัดสินใจเริ่มโครงการใหม่ ที่จะพบกับหัวหน้าหน่วยงานเดือนละครั้ง โดย สมชาย หัวหน้าหน่วยงานปฏิบัติการที่มีความฉลาดหลักแหลม เป็นคนแรกที่เธอจะพบ

    อ้อมและสมชายประชุมกันในห้องประชุมที่กว้างขวาง ซึ่งตกแต่งด้วยแผนภูมิและกราฟแสดงประสิทธิภาพของงานเต็มไปหมด เธอเริ่มต้นด้วยการสรุปว่า HRBP ทําอะไรและเหตุใดจึงสําคัญสําหรับเธอ ที่กลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลควรต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ สมชายเล่าถึงปัญหาที่พบจากการดําเนินงานซึ่งมีตั้งแต่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพ

    ขณะที่การพูดคุยดําเนินไป อ้อมได้รับความรู้จากการประชุมนี้เป็นอย่างมาก เธอได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการผลิต รายละเอียดปลีกย่อยของการเจรจาต่อรองกับผู้ขาย และความท้าทายในการนําทีมพนักงานปฏิบัติการที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรม

    สมชายตอบว่า “รู้ไหมอ้อม มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ เลย โดยปกติแล้วการคุยกับ HR จะเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องการสรรหาบุคลากรหรือปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทีมงาน แต่การมาศึกษาและทําความเข้าใจความท้าทายหน่วยปฏิบัติการต้องเจอ  นี่ถือเป็นเรื่องใหม่เลยล่ะ และมันน่าจะเป็นประโยชน์มากๆ ด้วย”

    อ้อมยิ้มเมื่อความมั่นใจของเธอได้รับการสนับสนุน การพูดคุยในครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจอะไรมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยสร้างให้คนอื่นๆ เชื่อมั่นในตัวเธอและทีมงาน HR ด้วย ตอนนี้ หน่วยงานอื่นๆ เริ่มเห็น HR เป็นพันธมิตรที่สามารถเข้ามาช่วยในเรื่องความเข้าใจในเป้าหมายและความท้าทายของหน่วยงานแล้ว

    จากคำพูดแบบปากต่อปาก หัวหน้าแต่ละหน่วยงานพยายามติดต่ออ้อมเพื่อพูดคุย แต่ละหน่วยงาน เช่น การเงิน, วิจัยและพัฒนา และหน่วยงานบริการลูกค้าล้วนให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับอ้อม

    ในคืนหนึ่งขณะที่เธอกำลังเขียนบันทึกของเธอ ความคิดของอ้อมก็เปล่งประกายขึ้น การเป็น HRBP ที่ดี ก็เปรียบเหมือนกับการเป็นล่ามแปลภาษา เธอต้องเข้าใจเรื่องของธุรกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อที่จะได้สามารถแปลความต้องการของหน่วยงานให้มาเป็นแผนกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น

    การดำเนินการนี้ และความเข้าใจใหม่นี้ของอ้อม ทำให้บทบาทของอ้อมในบริษัทเปลี่ยนไป เธอขยายบทบาทจากการเป็น HR แบบทั่วไป มากลายเป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น

  • บทที่ 4/16: ขยายกรอบความรู้ HR

    อ้อมได้รับคำชมอย่างไม่คาดคิดมาก่อน สำหรับการทำโครงการสร้างความสัมพันธ์ข้ามสายงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ถึงแม้กระนั้น อ้อมก็ไม่ได้คิดว่างานของเธอจะมีเพียงเท่านี้ เธอเข้าใจว่าเธอยังต้องเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ในงานและพื้นฐานความรู้ HR เพื่อเติมเต็มโอกาสของการได้ก้าวไปเป็น HRBP

    เธอได้รับคําแนะนําจากณัฐยา ในระหว่างการสนทนาช่วงอาหารกลางวันในวันอาทิตย์ ณัฐยาทำท่าไตร่ตรองในขณะที่เธอคนน้ำมะม่วงปั่นเพื่อเตรียมที่จะดื่ม “ในขณะที่ประสบการณ์ตรงนั้นมีค่าเป็นอย่างมาก แต่ความเข้าใจความรู้ทั้งพื้นฐานและขั้นสูงของงาน HR จะทำให้เธอแตกต่างได้นะอ้อม”

    จากคำแนะนำนั้นของณัฐยา อ้อมเริ่มมองหาหลักสูตรฝึกอบรมด้านทรัพยากรบุคคลขั้นสูง ในไม่ช้าเธอก็ลงทะเบียนในหลักสูตรทรัพยากรบุคคลที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ห้องเรียนเต็มเปี่ยมไปด้วยผู้ที่ทำงานด้าน HR จากหลากหลายสาขาและธุรกิจ ที่ซึ่งแต่ละคนก็นำเอาความรู้และประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกันในห้องเรียน

    ดร.สมชาย อาจารย์ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านทรัพยากรบุคคลหลายสิบปี และเคยทํางานมาหลากหลายธุรกิจ อาจารย์บรรยายทฤษฎีให้เข้าใจได้ง่าย เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายเพื่อสร้างความรู้ร่วมกัน รวมทั้งยกตัวอย่างจริงที่เกี่ยวข้องจากประสบการณ์ของอาจารย์

    วันหนึ่ง ในระหว่างการอภิปรายอย่างคึกคักเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องการจัดการพนักงานผู้มีศักยภาพสูง (Talent Management)  อ้อมได้ตั้งคําถามเกี่ยวกับการบูรณาการค่านิยมดั้งเดิมของไทยเข้ากับแนวทางปฏิบัติด้านทรัพยากรบุคคลสมัยใหม่ ที่ทำให้ห้องเรียนเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายนําไปสู่ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ทั่วกัน

    อ้อมขยายเครือข่ายของเธอ เพื่อจะได้รู้จักเพื่อนๆ HR มากขึ้น ผ่านการเรียนในห้องเรียน, ช่วงพักดื่มกาแฟ และในระหว่างการทำงานกลุ่ม เธอเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเกี่ยวกับความท้าทายและอุปสรรคที่เธอได้เจอ ในขณะที่ก็ได้ฟังเรื่องราวทั้งการแก้ปัญหาและความสำเร็จของเพื่อนๆ เธอด้วยซึ่งทั้งสองอย่างนี้ทําให้มุมมองของอ้อมกว้างขึ้น

    อ้อมไม่ได้เพียงแค่เรียนรู้หลักการโดยทั่วไปในแต่ละสัปดาห์หรือเดือนที่ผ่านไป แต่เธอยังได้ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในแบบองค์กรข้ามชาติด้วย เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์งานด้านทรัพยากรบุคคลในปัจจุบันที่เธอทำงานในองค์กรของไทยด้วย

    ดร.สมชายกล่าวปิดหลักสูตรในวันมอบประกาศนียบัตร “พวกเธอจําไว้นะว่า งาน HR นั้นไม่หยุดนิ่ง มันมีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และอยากให้พวกเธอคิดเอาไว้ว่า หลักสูตรนี้เป็นเพียงการทำความเข้าใจรากฐานของงาน HR  แต่การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้น เกิดขึ้นกับงานที่พวกเธอได้ลงมือทำมันอยู่ทุกวัน จงอย่าหยุดเรียนรู้และปฏิบัติ”

    อ้อมจดจำคำพูดของ ดร.สมชาย ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่อ้อมได้รับมา มันมีค่ามากกว่าใบประกาศเสียอีก เธอได้ความรู้ใหม่ๆ ในงาน HR, เธอได้รู้จักเพื่อนกลุ่มใหม่, เธอได้รับแรงและพลัง และตอนนี้เธอก็พร้อมที่จะก้าวสู่โลกใหม่ของเธอแล้ว

    เธอรู้ว่าการเปลี่ยนบทบาทเพื่อเป็น HRBP ไม่ใช่แค่การทำงานด้านกลยุทธ์หรือการสร้างความสัมพันธ์เท่านั้น หัวใจหลักของมันคือการมีรากฐานด้านทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่ง เรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเวลานี้อ้อมคิดว่าเธอพร้อมแล้ว

  • บทที่ 3/16: เพราะความสัมพันธ์ มีผลต่อการทำงาน

    หลังจากใช้เวลาทั้งวันที่ MegaTechCorp กับปรียาแล้ว อ้อมกลับมาถึง SiamRise ด้วยความรู้สึกสดชื่นและเต็มไปด้วยแนวคิดใหม่ ๆ ขณะที่เธอเดินผ่านห้องโถงที่คุ้นเคย ความคิดของเธอก็ปิ๊งแวบข้นมา “การสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งสําคัญ ไม่ใช่แค่ในทีม HR ด้วยกัน แต่มันควรจะเป็นทั่วทั้งบริษัท”

    เธอมีแนวคิดที่จะสร้างความร่วมมือในการทำงานระหว่างหน่วยงาน โดยจะประกอบไปด้วย HR, ฝ่ายขาย และฝ่ายการตลาดก่อน แม้ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่อ้อมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ และถ้าหากทำได้ การร่วมมือกันทำงานนี้ก็จะทำให้แผนกต่างๆ ทํางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อ้อมพูดคุยกับชานนท์หัวหน้าฝ่ายขายผู้ให้ความสนใจในตัวเลขและยอดขาย อ้อมนำเสนอไอเดียที่อยากให้ HR เข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด ในระหว่างที่เธอทานอาหารกลางวันกับชานนท์

    ชานนท์ทำหน้าตาสงสัย พร้อมเลิกคิ้วระหว่างถามอ้อมกลับมาว่า “คุณคิดว่า HR จะทำให้ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดทำงานด้วยกันได้ดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ อ้อม ?”

    อ้อมได้เตรียมการกับคำถามทำนองนี้ไว้แล้ว เธออธิบายกลยุทธ์ที่เธอคิดไว้ เน้นหนักไปที่การสร้างกลุ่มที่มีส่วนร่วม, ผลงานรายบุคคล และโอกาสในการสร้างความร่วมไม้ร่วมมือกัน ชานนท์ยังมีท่าทางแสดงออกถึงความสงสัยอยู่บ้าง แต่ในที่สุดชานนท์ก็เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าที่อาจจะเกิดขึ้น ก็เลยตกลงจะลองดำเนินการไปกับอ้อม

    หลังจากนั้นอ้อมก็ไปพูดคุยกับมาลี หัวหน้าฝ่ายการตลาดผู้ที่มีความกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง อ้อมพูดคุยกับมาลีระหว่างช่วงเวลา Coffee Break มาลีเป็นคนที่พร้อมและเปิดรับไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ เธอตัดสินใจว่าจะร่วมดำเนินการกับอ้อมในทันที “มันต้องสนุกมากแน่ๆ อ้อม เราต้องการบรรยากาศการทำงานแบบร่วมมือกันที่ดียิ่งขึ้นกับฝ่ายขายมานานแล้ว”

    และแล้วโครงการนี้ก็เริ่มขึ้นหลังจากที่หัวหน้าทั้งสองหน่วยงานตอบตกลง อ้อมดำเนินการจัดเวิร์คช็อป, ทำกิจกรรม Team Building, และจัดการประชุมเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน อ้อมเป็นผู้ดำเนินการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจกันมากขึ้น พร้อมทั้งคอยสำรวจตลอดเวลาว่าพนักงานจากทั้งสองหน่วยงานมีความเข้าใจกัน และเข้าใจวิธีการทำงานที่ได้ตกลงร่วมกัน โดยไม่มีใครถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง

    ระหว่างดำเนินโครงการก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง มีบางครั้งที่ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์ใส่กัน บางครั้งก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว บทบาทของอ้อมก็ชัดเจน ที่คอยอำนวยการให้เกิดการสื่อสารอย่างเปิดกว้างและเปิดเผยต่อกัน รวมทั้งพยายามหาข้อตกลงร่วมกันด้วย

    หลังจากที่ดำเนินโครงการมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากสัปดาห์ก็ผ่านมาเป็นหลักเดือน ผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันก็มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจอุปสรรคและความท้าทายของแต่ละฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็พยายามทำงานแบบร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันให้ได้

    ขณะที่ทั้งสามคนกําลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ยามเย็นจากร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า ชานนท์พูดกับอ้อมว่า “คุณพูดถูก การสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นสิ่งสําคัญ และคุณก็ทําผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการนําทางทั้งหมด”

    มาลีพูดขึ้นว่า “ใช่เลยอ้อม ! ชัดเจนแล้วว่าการเป็น HRBP ไม่ใช่แค่เรื่องของงาน HR โดยทั่วไปเท่านั้น มันเกี่ยวกับการทําความเข้าใจผู้คน ส่งเสริมเรื่องความสัมพันธ์ และทําให้ทีมทํางานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ”

    อ้อมยิ้มพร้อมจิบเครื่องดื่มของเธอ การเดินทางนี้อาจมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ของมันก็คุ้มค่า เธอไม่เพียงแต่พิสูจน์คุณค่าของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่แข็งแกร่ง แต่ยังได้เข้าใกล้ความฝันของการเป็น HRBP ของเธอไปอีกขั้นอีกด้วย

  • อ่านจบ 7 ข้อนี้ คุณรู้จัก ChatGPT เพิ่มขึ้นอีก 200% !!!

    โพสต์นี้จะมาอธิบายขั้นต้นให้พวกเราทุกคนรู้จักกับ ChatGPT เอาแบบให้เข้าใจง่ายๆ ขอให้อ่านให้จบก็เพียงพอ

    จริงๆ อยากบอกไว้ก่อนว่า อยากช่วย HR ให้กลายเป็น HR GPT ที่ย่อมาจาก Great People with Technology นะครับ เพราะถ้าไม่ตามให้ทันตอนนี้ มีโอกาสตกรุ่น เพราะว่าคนล้ำๆ เค้ามุ่งหน้าไปหา Agentic AI แล้วครับ

    ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ขู่ และโดยนิสัยก็ไม่ชอบให้ใครมาขู่ แต่อยากมาชวนให้สนใจ เพราะตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ AI จนท่วมท้นไปหมดทุกวงการแล้วววว

    ขอแนะนำให้เริ่มง่ายๆ ที่ตัว ChatGPT ก่อนครับ ปิดหูเรื่อง Automation เรื่อง AI Agent หรือ Agentic AI ไปก่อนก็ได้ มันจะทำให้เราขวัญเสีย เอาตัวแรกตัวหลักนี้ก่อน เพราะคนใช้เยอะ แล้วในโพสต์นี้จะมาแนะนำพื้นฐานให้เข้าใจ เพราะอาจมีอะไรที่คุณยังไม่รู้จักในตัว ChatGPT

    1. ChatGPT เรียนรู้มายังไง เจ้า ChatGPT เรียนรู้มาจากข้อมูลในอินเตอร์เน็ตชุดใหญ่ โดยผ่านการกรองข้อมูลจาก AI Engineer หรือไม่ก็ระบบอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น (ซึ่งผมไม่อาจทราบได้ เพราะเค้าไม่ได้เปิดเผย) แต่ระบบตรงนี้ จะเป็นตัวคัดกรองว่า อะไรควรรู้ อะไรไม่ควรรู้ นั่นหมายความว่า มีการกรองข้อมูลบางอย่าง โดยไม่ได้เรียนรู้ไปหมดซะทุกอย่าง

    2. ChatGPT เปรียบเหมือนคนที่ถูกขังไว้ในห้องสมุด ห้ามออกไปไหน มีคนส่งน้ำส่งอาหารให้ โดยตัวเองมีหน้าที่คืออ่านหนังสือในห้องสมุดให้หมด (หนังสือถูกผ่านการกรองจากข้อที่ 1 มาเรียบร้อยแล้ว) อ่านแล้วก็แยกเก็บความจำให้เป็นระบบ เวลามีคนมาถามต้องตอบทุกคำถาม ปฏิเสธได้เฉพาะบางคำถามที่ดูแล้วอาจเป็นอันตราย นอกนั้นต้องตอบให้หมด ถ้าจำไม่ได้ก็ให้สร้างคำตอบที่ดูใกล้เคียงที่สุดออกมา เดี๋ยวคนถามจะเป็นคนตรวจสอบความถูกต้องด้วยตัวของพวกเขาเอง (ตรวจจริง หรือไม่จริง ผมเชื่อว่าอันนี้ทุกคนที่ใช้ ChatGPT อยู่ น่าจะทราบเป็นอย่างดี)

    3. ChatGPT ได้รับอนุญาตให้ออกไปหาข้อมูลนอกห้องสมุดได้บ้าง เป็นครั้งคราว ตามความต้องการของคนถาม (ถ้าไม่ถาม ไม่สั่ง ChatGPT ก็จะใช้วิธีการสร้างคำตอบในข้อ 2 มาตอบให้) ซึ่งเจ้าความสามารถนี้ จะทำให้ ChatGPT ออกไปหาข้อมูลปัจจุบันมาตอบเรา แล้วหาจากไหนล่ะ คำตอบคือ ก็หาจากเว็บไซท์ที่อนุญาตให้ ChatGPT เข้าถึงได้นี่แหละ แต่ถ้าข้อมูลนั้นต้องมีการ Log in ต้องมีรหัสเพื่อเข้าถึง อันนี้อย่าคาดหวังว่า ChatGPT จะหาช่องทางธรรมชาติเพื่อมุดเข้าไปถึงข้อมูลนั้นได้ (ตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่ในอนาคตไม่แน่ 555)

    4. ChatGPT พยายามทำความรู้จักเราให้ได้มากที่สุด ผ่านการจดจำข้อมูลว่าเราคุยกับเขาอย่างไร ใช้ภาษาแบบไหน ถามอะไรบ่อยๆ ตอบเขาแบบไหน เพื่อที่จะได้เข้าใจและช่วยคุณให้ได้มากที่สุด อันนี้เป็น Memory Mode ของ ChatGPT ที่เขาจะจำเราในทุกแชท นอกเสียจากว่าเราจะลบ Memory นั้นออกไป หรือ จนกว่า ChatGPT จะ Memory เต็ม และนี่แหละที่เป็นเหตุผลว่า เวลาที่เราถาม ChatGPT ไปว่า ห้องทำงานของเราจะมีหน้าตาแบบไหน ChatGPT เอาสิ่งที่เราคุยบ่อยๆมาใช้ แล้วสร้างรูปภาพออกมาให้ได้ใกล้เคียงมากที่สุด เหมือนมีตามองเห็น

    5. ChatGPT ปากหวาน เราคุยอะไรกับเขา เขาจะเริ่มต้นด้วยการชมเราก่อน (อันนี้ทำให้ใจฟูสุดๆ ไปเลยยยยย) ทุกสิ่งทุกอย่างดูดี แต่บางทีอาจแฝงไว้ด้วยความเผลอประสงค์ร้าย เพราะว่าความสามารถในการเดาและทำนายตามหลักวิชาคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็นของ ChatGPT ช่างร้ายเหลือ จนอาจทำให้เราได้รับข้อมูลที่ผ่านการคาดว่าจะทำนายได้อย่างแม่นยำ แต่รอบนี้ดันทำนายผิด

    6. ChatGPT หนึ่งแชท เท่ากับการคุยกับคนหนึ่งคน ให้นึกง่ายๆ แบบนี้นะ นึกถึงเวลาที่เราคุยกับเพื่อนเรา เราไม่ได้คุยแค่เรื่องเดียว เพราะเรื่องชาวบ้านเป็นงานของเรา จึงมีเรื่องชาวบ้านให้คุยได้มากมาย (เอ้ยยยย ไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นคนขี้นินทาซักกะหน่อย ว่ามั้ย) เอาเป็นว่า เราคุยกับเพื่อนทีนึงเนี่ยหลายเรื่อง ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เพื่อนเราก็ยังสามารถแยกประสาทเพื่อทำความเข้าใจว่านี่เรื่องเก่า นั่นเรื่องใหม่ ซึ่งความสามารถนี้ ChatGPT ไม่มี ดังนั้น ถ้าเราคุยหลายเรื่องกับ ChatGPT ในแชทเดียว เราอาจจะเหตุการณ์ผสมเรื่องกัน จนทำให้เรางงได้นั่นเอง

    7. ChatGPT น็อค เพราะเราคุยหลายเรื่องเกินไปและยาวเกินไปในแชทเดียว พูดง่ายๆ อีกที ให้นึกถึงเพื่อนคนเดิมที่เราเพิ่งคุยไปเมื่อกี้ เอาเป็นว่าเราคุยกับเพื่อนทั้งคำถามง่ายๆ ให้คำนวณตัวเลข ให้สรุปรายงาน สร้างรูปภาพ เขียนหนังสือ เยอะแยะไปหมด ที่สำคัญคือ เราไม่ยอมให้เพื่อนกลับบ้าน เพราะงานยังไม่เสร็จ ถามง่ายๆ ครับ เพื่อนคนนั้นจะน็อคมั้ย หรือวันพรุ่งนี้ เพื่อนจะหนีหน้าเราไปเลยมั้ย เพราะใช้งานเยอะเกิ๊นนน เอาจริงๆ ChatGPT ก็เหมือนกันล่ะครับ ยาวไป มึนกับข้อมูล ก็เลยน็อค ทางแก้ก็คือ สร้าง MyGPT ขึ้นมา ให้มีนิสัยเหมาะกับงานแต่ละงานที่เราอยากให้เพื่อนทำ คุยเสร็จเป็นงานๆ ไป เท่านี้ก็แก้อาการน็อคได้แล้ววว (อันนี้เฉพาะเวอร์ชั่นจ่ายเงินรายเดือนนะ ที่จะสร้าง MyGPT ได้)

    เอาให้รู้จักเท่านี้ก่อนนะครับ จะมาบอกอยู่เรื่อยๆ ติดตามไว้ให้ดี แล้วเรามาฝึกให้เป็น HR GPT ที่มาจาก Greate People with Technology กันนะครับ

  • บทที่ 2/16: เกมกลยุทธ์

    มีบางอย่างแตกต่างออกไปเมื่ออ้อมกลับมาที่สํานักงาน SiamRise ของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอต้องการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องนี้มาจากงานประชุม HR ซึ่งเสียงของวิทยากรที่พูดเกี่ยวกับเรื่องความสำคัญด้านกลยุทธ์ยังคงก้องอยู่ในหูเธอ เธอคิดได้ถึงคำพูดของณัฐยาที่บอกกับเธอในวันงานประชุม “เธอควรจะลองไปทำงานกับปรียา HR Business partner ของ MegaTechCorp, เพราะว่าเธอทำบางสิ่งบางอย่างที่น่าทึ่งมากเกี่ยวกับงาน HR ที่นั่น”

    อ้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและส่งข้อความไปหาปรียาในทันที เธอเคยพบกับปรีณาผ่านการแนะนำของณัฐยาในวันงานประชุม HR ปรียาตอบกลับข้อความกลับมาหาอ้อมในทันที อ้อมดีใจมาก เพราะปรียาตอบตกลงที่จะให้อ้อมไปลองทำงานและดูงานที่เธอทำได้ในสัปดาห์ถัดไป

    อ้อมเดินเข้าสู่อาคารกระจกของบริษัท MegaTechCorp ที่เปรียบเสมือนการไปได้เข้ามาสู่โลกใหม่ เพราะบรรยากาศและการตกแต่งอะไรต่อมิอะไรก็ดูสมัยใหม่เมื่อเทียบกับสำนักงาน SiamRise ที่เธอทำงานอยู่ บรรยากาศสดใส เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาในการทำงาน อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลายให้พนักงานได้เลือกทำ พนักงานพาอ้อมไปที่ห้องทำงานของปรียา อ้อมสังเกตเห็นว่าบนบอร์ดในห้องทำงานของปรียามีแผนกลยุทธ์และแผนการทำงานบางอย่างที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับงาน HR ที่เธอทำอยู่ติดเต็มไปหมด

    “อ้าว, อ้อม ! มาทันเวลาการประชุมกลยุทธ์ของเราพอดี” ปรียาพูดกับอ้อมพร้อมขยิบตาไปด้วย หลังจากนั้นปรียาก็เล่าเรื่องของเธอให้ฟังคร่าวๆ ในระหว่างที่เธอทั้งสองนั่งอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของปรียา

    ปรียาเริ่มต้นด้วยการพูดว่า “การเป็น HRBP ไม่ใช่แค่การรู้จักงาน HR เท่านั้น แต่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องธุรกิจ, ตลาด และการแข่งขันของบริษัท เพื่อจะได้วางแผนกลยุทธ์ของ HR เพื่อไปสนับสนุนให้บริษัทมีความสามารถที่จะแข่งขันได้ด้วย”

    อ้อมติดตามดูการทำงานของปรียาตลอดทั้งวัน ปรียาเข้าร่วมประชุมด้านกลยุทธ์กับหลายหน่วยงาน เพื่อให้มุมมองด้านที่เกี่ยวข้องกับงาน HR เกี่ยวกับการเปิดตัวสินค้าใหม่และหารือเกี่ยวกับความต้องการของบุคลากรกับหัวหน้าหน่วยงาน

    ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ปรียาไม่ได้พูด ปรียาหันมาหาอ้อมและกระซิบเบาๆ บอกอ้อมว่า “อ้อม รู้ไว้นะ, เรื่องสำคัญเลยคือการทำงานเชิงรุก อย่ารอให้หัวหน้าหน่วยธุรกิจวิ่งเข้ามาหาเธอ เธอต้องคาดการณ์ความต้องการของพวกเขาไว้ล่วงหน้า พยายามคิดไปข้างหน้า นั่นล่ะคือคุณค่าที่แท้จริงของ HRBP”

    อ้อมได้รับแรงบันดาลใจเป็นอย่างยิ่งจากคำพูดของปรียา เธอเข้าใจความแตกต่างระหว่างการทำงานเชิงรับ ที่รอคอยว่าเมื่อไหร่มีตำแหน่งงานว่างเกิดขึ้นก็ต้องไปสรรหาคนเข้ามาทดแทน กับการทำงานเชิงกลยุทธ์ ที่จะเป็นการวางแผนไปในอนาคตว่าคนแบบไหนที่ควรเตรียมเอาไว้เพื่อมาสนับสนุนแผนงานของบริษัท และการสร้างแผนการทำงาน HR ที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายของบริษัท

    เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดวัน เธอทั้งสองก้าวออกจากสำนักงานในช่วงเย็นอันอ่อนโยนของกรุงเทพมหานคร อ้อมรู้สึกได้ถึงวัตถุประสงค์เป้าหมายของการทำงานของเธอที่เปลี่ยนแปลงไป “ขอบคุณนะคะ ปรียา” เธอพูดพลางกอดพี่เลี้ยงของเธอในวันนี้ “วันนี้เป็นวันที่ได้เปิดหูเปิดตามากเลยทีเดียว ฉันเห็นแล้วว่ามีความท้าทายอะไรรออยู่ข้างหน้า และฉันก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าไปหามันแล้วล่ะ”

    ปรียายิ้มและหัวเราะเบาๆ “จำไว้นะ อ้อม, การจะทำงานเชิงกลยุทธ์ได้ เธอต้องใฝ่รู้ ศึกษา ทดลอง และนั่นแหละ ที่จะทำให้เธอเข้าใกล้การทำงานเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น”

  • บทที่ 1/16: ความฝันของการได้เป็น HRBP

    ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลต่างสนทนากันในห้องประชุมที่เย็นสบาย อ้อมเลือกที่นั่ง พร้อมป้ายชื่อที่ติดบนชุดของเธอ “ออมนิชา – SiamRise” เพื่อนคนหนึ่งบอกเธอเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดด้านทรัพยากรบุคคลนี้ และเธอก็คิดว่า “มีเหตุผลอะไรที่จะไม่มาล่ะ” เพราะมันอาจมีอะไรบางอย่างที่สามารถมาช่วยในงานและเปลี่ยนเส้นทางอาชีพของเธอก็ได้

    ไฟค่อยๆ มืดลง พร้อมกับที่วิทยากรบนเวทีก็เริ่มอธิบายความสําคัญของตำแหน่งงาน HRBP ที่มาจากคำว่า Human Resources Business Partner และที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “คู่คิดธุรกิจด้านทรัพยากรบุคคล” วิทยากรแสดงสไลด์ประกอบคำบรรยายที่แสดงให้เห็นว่างานทรัพยากรบุคคลเป็นมากกว่าแค่งานสนับสนุน แต่ถือเป็นองค์ประกอบสําคัญของความสําเร็จของบริษัท อีกทั้งยังเป็นผู้เชื่อมต่อที่สําคัญระหว่างเป้าหมายของบริษัทกับพนักงาน งานทรัพยากรบุคคล หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า HR เป็นงานที่เชื่อมโยงผู้คนกับโอกาสเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ บริษัทประสบความสําเร็จตามเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การทำงานด้านเอกสารเพียงเท่านั้น

    คำบรรยายนั้นทําให้อ้อมเคลิบเคลิ้ม เธอจดบันทึกไว้แทบจะทุกคำพูดของวิทยากร ในขณะที่ความคิดของเธอก็หมุนวนไปด้วยผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เธอวาดภาพตัวเองกําลังนั่งอยู่ในการประชุมเชิงกลยุทธ์ของบริษัท ที่ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลของเธอจะถูกนําไปใช้ในการสร้างอนาคตตามวิสัยทัศน์ของบริษัท

    เธอรู้สึกว่ามีใครมาแตะที่ไหล่ของเธอ ในขณะที่การบรรยายใกล้จะจบลง เธอหันกลับไปและพบว่าเป็นณัฐยาที่นั่งอยู่ด้านหลังของเธอพอดี ณัฐยาเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลที่ประสบความสําเร็จ

    ณัฐยาทักพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง “อ้อม! ไม่ได้เจอกันตั้งนาน! เป็นยังไงบ้าง แล้วคิดอย่างไรกับการสัมมนานี้ ?”

    “มันทำให้รู้อะไรมากขึ้นเลยค่ะพี่” อ้อมตอบ “ตําแหน่ง HRBP คือการเชื่อมโยงระหว่างงาน HR อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบันและงาน HR ในอนาคต”

    ณัฐยาพยักหน้าพร้อมแววตาเป็นประกาย “ถูกต้อง มันเป็นเรื่องที่มาแรงที่สุดในงานทรัพยากรบุคคลในขณะนี้ พี่สามารถบอกอ้อมจากประสบการณ์ส่วนตัวได้นะ ว่ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตและหน้าที่การงานของอ้อมได้เลย ถ้าอ้อมได้ทำงานในลักษณะนี้น่ะ”

    ในระหว่างพักเบรก เธอทั้งสองคนก็พูดคุยกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปของงานทรัพยากรบุคคล ระหว่างที่ณัฐยาพูด อ้อมก็ตั้งใจฟังด้วยท่าทีสนใจ และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเป็น HRBP ของอ้อมก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ

    สิ่งสุดท้ายที่ณัฐยาพูดกับอ้อมก่อนจะที่แยกกันคือ “จําไว้นะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อตำแหน่งเท่านั้น แต่มันเกี่ยวกับการทําความเข้าใจความสําคัญเชิงกลยุทธ์ของงาน HR ไปจนถึงการปรับกิจกรรมต่างๆ ของ HR ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของบริษัทฯ นั่นล่ะคือกุญแจสําคัญของงาน HRBP”

    อ้อมนั่งที่ระเบียงในคืนนั้น ดูแสงไฟของกรุงเทพมหานคร ความสนใจของเธอถูกกระตุ้นโดยงานประชุมวันนี้ และเธอตั้งใจที่จะรักษาพลังแห่งความสนใจของเธอนี้ไว้ เพื่อที่จะเป็น HRBP ให้ได้ ในอนาคต

  • แนวทางจาก สัธกูรู กับการ Manifest ในเรื่องที่คุณปรารถนา เพื่อให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ – EP6/6

    แล้วถ้าคุณทำอย่างนี้ทุกวัน แล้วมันทำให้คุณล้มเหลว หรือยังไม่ได้ในสิ่งที่คุณปรารถนา มันจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณอย่างนั้นเหรอ ?

    สำหรับคนที่ตั้งจิตมั่น มุ่งมั่น และพยายาม ไม่มีเรื่องไหนถูกตีค่าว่ามันคือความล้มเหลวหรอก เพราะถ้าหากคุณต้องพบกับความล้มเหลว 100 ครั้ง คุณจะไม่คิดว่ามัน “เป็น” ความล้มเหลว แต่คุณจะคิดว่า มัน “เป็น” 100 บทเรียนที่ทำให้คุณได้เรียนรู้ และได้เข้าใกล้สู่เป้าหมายของคุณมากขึ้น

    และถ้าคุณให้คำมั่นสัญญากับตัวคุณแบบนี้ไว้ในทุกๆ วัน

    จิตของคุณจะเริ่มตั้งมั่น จะเริ่มใส และเริ่มเห็น “จิตใจ” ได้ชัดขึ้น

    เมื่อจิตของคุณใสและชัดขึ้น สิ่งที่จิตคุณคิดไปในทางเดียวกับความรู้สึก “อารมณ์” ของคุณก็จะเข้าสู่สภาวะตั้งมั่นและมั่นคง

    เมื่อ “จิต” และ “อารมณ์” เข้าใจกันและไปในทิศทางเดียวกัน “พลังงาน” ของคุณจะรับรู้ได้ และถูกใช้ไปในทิศทางเดียวกันกับจิตและอารมณ์

    เมื่อ “จิต” “อารมณ์” และ “พลังงาน” ไปในทิศทางเดียวกัน “ร่างกาย” การแสดงออก และพฤติกรรมต่างๆ ของคุณ ก็จะถูกจัดระเบียบให้ไปในทิศทางเดียวกันด้วย

    และเมื่อทั้ง 4 อย่างนี้ ไปในทิศทางเดียวกันเมื่อไหร่ ความสามารถในการเป็นผู้สร้างของคุณก็จะถูกเปิดออก คุณจะได้ในสิ่งที่ปรารถนา และความมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ

    ความสำคัญก็คือ…

    “คุณต้องเห็นความปรารถนาของคุณให้ชัด ใช้ความสงบภายใน เพื่อนึกถึงสิ่งนั้นให้ได้ชัดและใส เหมือนชายที่หาแหวนในน้ำ”

    “คุณต้องรับรู้และรู้สึกได้ว่า เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ตัวคุณเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร เหมือนชายวัยกลางคนที่นั่งใต้ต้นกัลปพฤกษ์”

    “คุณต้องไม่ปล่อยให้ลิง เข้ามาวิ่งวุ่นในจิตของคุณ เพราะเราไม่ใช่ลิง เราไม่มีหาง”

    “คุณต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธา อย่างคนที่เชื่อในพระเจ้า แล้วทำให้มีบ้านขึ้นมาจริงๆ”

    “คุณต้องฝึกทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมุ่งมั่น ว่าสิ่งที่คุณปรารถนานั้น ได้เกิดขึ้นมาในชีวิตคุณแล้ว อย่างโรเจอร์ แบนนิสเตอร์”

    “สุดท้าย คุณต้องทำให้ จิต อารมณ์ พลังงาน และร่างกายของคุณ ไปในทิศทางเดียวกันให้ได้ โดยไม่มีข้อสงสัยหรือข้อขัดแย้งใดๆ และเมื่อนั้น Manifestation จะเป็นจริง และสิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ”

    เพราะแท้จริงแล้ว…

    คุณคือผู้สร้าง ในทุกๆ เส้นทางที่คุณต้องการ เพียงแค่คุณให้คำมั่นสัญญาว่า จะเปลี่ยนตัวเองจากชิ้นส่วนเล็กๆ ของการเป็นผู้ถูกสร้าง มาเป็นคนสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง โดยเริ่มต้นจากความสุขและความสงบ ร่มเย็น ในจิตใจ พร้อมส่งมอบพลังแห่งความรักและเมตตาออกไปให้คนรอบข้าง

    เพียงแค่เท่านี้ คุณก็จะได้เส้นทางของการเข้าถึง “แหล่งกำเนิดของผู้สร้าง” และการ Manifest ของคุณในทุกๆ อย่างจะเกิดขึ้นมาจริงๆ !!!

  • แนวทางจาก สัธกูรู กับการ Manifest ในเรื่องที่คุณปรารถนา เพื่อให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ – EP5/6

    สัธกูรูถามคนที่ฟังบรรยายในห้องประชุมว่า “ถ้าตอนนี้ ฉันจะขอถามเธอสัก 2 คำถาม ให้เธอช่วยตอบทั้ง 2 คำถามนี้จะได้ไหม ?”

    “คำถามแรก จากที่ที่เธอนั่งอยู่ในตอนนี้ เธอสามารถบินมาหาฉันได้ไหม ?”

    “เธอคงจะตอบว่าไม่ได้สินะ”

    “คำถามที่สอง จากที่ที่เธอนั่งอยู่ตอนนี้ เธอลุกขึ้น แล้วเดินมาหาฉันได้ไหม ?”

    “เธอน่าจะตอบว่า ได้ และเตรียมที่จะลุกขึ้นแล้วเดินมาหาฉัน”

    คำตอบจาก 2 คำถามนี้กำลังจะบอกว่าอะไร ?

    สัธกูรู อธิบายไว้แบบนี้ “คำตอบที่เธอตอบออกมา ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเธอเอง และจากประสบการณ์ของเธอคือ เธอเดินได้ เธอไม่สามารถบินได้”

    เอาจริงๆ แล้ว เรากำลังใช้สิ่งที่เราเคยผ่านมันมา เป็นตัวกำหนดว่า “อะไรเป็นไปได้” และ “อะไรเป็นไปไม่ได้” ทั้งในปัจจุบันและต่อไปยังอนาคต ซึ่งต้องถามตัวเองต่อไปอีกว่า “มันถูกต้องและสมควรหรือไม่ ?”

    แต่ถ้าเราอยากฝึกจิตไปกับเรื่อง Manifestation นี้จริงๆ เราต้องปลูกฝังความเชื่อให้กับตัวเองเสียใหม่

    “สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะเกิดขึ้นไม่ได้ในวันพรุ่งนี้ เพราะมนุษย์อย่างเรา มีความสามารถเพียงพอ ที่จะทำให้หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง เกิดขึ้นมาได้จริง !!!”

    “ถ้าคุณปรารถนาที่จะได้มันมาจริงๆ คุณต้องเชื่อมั่น มุ่งมั่น และพยายาม !!!”

    “คุณต้องเห็นภาพความต้องการของคุณอย่างแจ่มชัด รู้สึกได้ทั้งร่างกายและจิตใจ เหมือนกับว่าได้มันมาแล้ว ถ้าคุณยังไม่ชัดว่าต้องการอะไร มันจะไม่มีแรงผลักดัน หรือคำถามอะไรให้คุณต้องคิดและสร้างมันขึ้นมา !!!”

    ทีนี้เราจะกลับมาดูเรื่อง 4 อย่างที่ต้องสนใจ และต้องทำให้ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามที่สัธกูรูบอกไว้

    4 อย่างนี้ก็คือ “ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และพลังงาน”

    ความไม่พึงพอใจ และความเศร้าใจในชีวิตของเรา เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่หวังไม่เป็นไปดังคาดคิด และมันล้วนก่อกำเนิดมาจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 4 อย่างนี้

    ในทางตรงกันข้าม เราควรสร้างให้เกิดความพึงพอใจและความสุขใจในชีวิต เพราะมันจะส่งผลโดยตรงต่อการ Manifest ของเรา

    ถ้าความพึงพอใจเกิดขึ้นที่ “ร่างกาย” เราเรียกมันว่าสุขภาพกายดี มีพละกำลัง
    ถ้าความพึงพอใจเกิดขึ้นที่ “จิตใจ” เราเรียกมันว่าความสุข และความสงบ
    ถ้าความพึงพอใจเกิดขึ้นที่ “อารมณ์” เราเรียกมันว่าความรัก และความเมตตา
    ถ้าความพึงพอใจเกิดขึ้นที่ “พลังงาน” เราเรียกมันว่าความปลาบปลื้ม และความสบายใจ
    ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่มนุษย์อย่างเราต้องการให้มี ในทุกสถานการณ์ของชีวิต

    คุณลองนึกถึงตัวคุณเองก็ได้ หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป หรือมีเพียงหนึ่งสิ่งที่อยู่ในด้านตรงข้าม (ในทางที่ไม่ดี เมื่อเทียบกับสิ่งอื่นๆ) คุณเกิดความพึงพอใจในชีวิตไหม ?

    อยากชวนคุณมาลอง ลองตั้งเป้ากับตัวเองดูสักครั้ง ลองสัญญากับตัวเองดูว่า

    “ฉันจะสร้างสิ่งเหล่านี้ ฉันจะสร้างความสงบภายใน ฉันจะสร้างความสุขภายในตัวฉัน ฉันจะรักและเมตตาผู้คนรอบข้าง แม้คนเหล่านั้นอาจจะเป็นศัตรูของฉัน ฉันจะสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นกับฉัน และส่งมันออกไปเป็นพลังให้คนที่อยู่รอบข้าง”

    ลองเริ่มทำแบบนี้ในทุกๆ เช้า

    “วันนี้ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ฉันจะสร้างความสุข สงบ ร่มเย็น และส่งมอบความรักให้กับผู้คนและโลกใบนี้”

    นี่คือสิ่งที่สัธกูรูบอกไว้ และเชื่อได้เลยว่า ถ้าคุณทำแบบนี้ได้ในทุกๆ วัน มันต้องเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน