• แนวทางจาก สัธกูรู กับการ Manifest ในเรื่องที่คุณปรารถนา เพื่อให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ – EP4/6

    สาเหตุที่ต้องชวนทำแบบนี้ก่อน เพราะขั้นตอนต่อไปจะทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจะทำให้ “จิตตั้งมั่น” มีความเข้มข้นสูงขึ้น และโอกาสเป็นจริงก็จะเพิ่มมากขึ้น

    ผมคิดว่า คุณน่าจะยังจำเรื่อง “มนุษย์ กับ ลิง” ได้

    จิตเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เหมือนกับการเคลื่อนไหวของลิง

    จิตพร้อมจะวอกแวกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน ที่เรามีสิ่งเร้ามาดึงสมาธิให้กระเจิดกระเจิงได้ง่ายขึ้น พอๆ กับสภาพจิตใจที่พร้อมจะหวั่นไหว จากความไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงไว ในโลกปัจจุบัน

    ดังนั้น เราต้องคอยสังเกต “จิตของเรา” และพยายามเปลี่ยนจาก “จิตที่ควบคุมเรา” ให้กลายเป็น “เราที่ควบคุมจิต” และรู้ตัวไปพร้อมกับรู้จิตอยู่เสมอ ซึ่งมีผลที่ส่งไปให้จิตมีความมั่นคงและตั้งมั่นได้มากขึ้น

    เมื่อไหร่ที่จิตตั้งมั่นมากขึ้น มุ่งมั่นมากขึ้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นตามมา ที่คนส่วนใหญ่เรียกสิ่งนี้ว่า “ศรัทธา”

    อยากให้ลองนึกถึงคนที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า ซึ่งเขาเหล่านั้นมักจะอยู่ในวัด วิหาร หรือสถานที่ทางศาสนา

    ในตัวอย่างที่สัธกูรูยกมา คนคนนั้นเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาที่อยู่ในศาสนาฮินดู

    เขาปรารถนาจะมีบ้านสักหลัง แต่เขาไม่มีเงินพอจะสร้างบ้านได้ เขาวิงวอนขอต่อพระเจ้า เขาเชื่อมั่นและศรัทธาว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือเขา และเขาจะมีบ้านหลังนั้นในที่สุด เขาเฝ้าสวดมนต์ วิงวอน และแสดงความศรัทธาอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ ไม่มีความคิดใดที่แวบเข้ามาในหัวแล้วบอกว่า พระเจ้าจะไม่มอบให้ หรือมันเป็นไปไม่ได้

    เขายังคงเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างสุดซึ้ง ว่าสิ่งนี้เป็นไปได้ และพระเจ้าจะมอบบ้านมาให้เขาจริงๆ
    สุดท้าย เขาก็ได้บ้านหลังนั้นมา

    อีกหนึ่งเรื่องที่คล้ายๆ กัน แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับทางศาสนา เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1954 เป็นเรื่องของ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ นักวิ่งปอดเหล็ก

    “เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ที่หมอและนักวิทยาศาสตร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การวิ่งในระยะทาง 1 ไมล์ (ประมาณ 1.6 กิโลเมตร หรือ 4 รอบสนามฟุตบอลมาตรฐาน) ในระยะเวลา 4 นาที นั้นเป็นไปไม่ได้”

    (ถ้าจะคิดเป็นความเร็วคือประมาณ 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอัตราปกติของคนทั่วไปกับการเดินของมนุษย์จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นการวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ เท่ากับเร็วประมาณ 5 เท่าของการเดินปกติ คุณคงพอนึกออกแล้วนะว่าเร็วขนาดไหน)

    “ถ้าใครคิดจะทำเรื่องนี้ คนนั้นต้องตายแน่ๆ แต่เมื่อผมลุกขึ้นมายืนได้ หลังจากที่ล้มฟุบไปหลังจากที่เข้าเส้นชัยไปแล้ว ผมนึกว่าผมตายไปแล้วเสียอีก แต่จริงๆ ผมยังไม่ตาย ที่สำคัญคือ ผมทำมันได้ด้วย !!!” โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ พูดไว้ หลังจากที่เขาวิ่งเข้าเส้นชัย และใช้เวลาไปไม่ถึง 4 นาที

    ใช่แล้วครับ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ ทำในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ทำไม่ได้” และ “อย่าทำ” แต่เขาดันเลือกที่จะทำ

    เขาไม่ได้อยู่ดีๆ ก็ลงมือทำ ลุกขึ้นไปวิ่ง 1 ไมล์ใน 4 นาที แต่เขาฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจก่อนไปทำ ทางด้านร่างกาย เขาฝึกวิ่ง ฝึกหายใจ ฝึกการลงเท้า ฝึกให้มีกำลังกายและพละกำลังที่เพียงพอ
    ส่วนทางด้านจิตใจ เขาบอกกับตัวเองว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว เขาวิ่งเข้าเส้นชัยได้ภายใน 4 นาที” เขาฝึกให้ตัวเองเห็นภาพนั้นอยู่เป็นประจำและสม่ำเสมอ เขาฝึกแบบนี้ทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ต้องลงวิ่งจริง

    เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะหลังจากที่โรเจอร์ แบนนิสเตอร์เป็นคนแรกที่ทำได้ ปีถัดมา มีนักวิ่งอีก 37 คน ทำได้ ปีถัดมาจากนั้น มีนักวิ่งอีก 300 คน ทำได้

    และนี่คืออานุภาพของ “ความเชื่อ” และ “ศรัทธา” ที่เปลี่ยนให้ “ความปรารถนา” ให้เป็น “ความจริง”

    จิม รอห์น กูรูด้านการพัฒนาตนเองบอกเอาไว้ว่า “ถ้าจะเชื่ออะไร ให้เชื่อไปแบบเด็กๆ เพราะผู้ใหญ่อย่างเรา ขี้สงสัยมากเกินไป”

    ถ้าใครมีลูกหรือหลาน ลองสังเกตดูก็ได้ว่า ความเชื่อแบบเด็กๆ มีพลังและอานุภาพมากขนาดไหน สังเกตได้ง่ายๆ เวลาที่เด็กๆ เหล่านั้นเชื่อว่าจะได้อะไร คนเป็นพ่อแม่ ลุงป้า หรือน้าอา มักเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะทำให้เรื่องที่เด็กคนนั้นอยากได้ กลายเป็นความจริง

    และนี่คือพลังของความเชื่อแบบไม่มีข้อสงสัยใดๆ แบบเด็ก

    จิม รอห์น บอกว่า “ความสงสัยว่าจะเป็นไปได้จริงๆ ไหม ความไม่เชื่อมั่นและศรัทธา ทั้งสองสิ่งนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งที่เราปรารถนา ไม่มีทางเป็นจริง เพราะมันทำให้เกิดความขัดแย้ง และสับสนว่า แท้ที่จริงแล้ว เราปรารถนาจะได้สิ่งนั้นมาจริงๆ หรือไม่”

    เราต้องตั้งเป้าหมายใหม่ ต้องตั้งจิตใหม่

    “สิ่งนั้นจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของธรรมชาติและจักรวาลจัดสรร แต่เรื่องที่เป็นหน้าที่ของเราก็คือ เราต้องใส่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาเข้าไปในจิตของเรา พร้อมกับใส่ความมุ่งมั่น ความพยายามอย่างแรงกล้า เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราปรารถนานั้นมาให้ได้”

  • แนวทางจาก สัธกูรู กับการ Manifest ในเรื่องที่คุณปรารถนา เพื่อให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ – EP3/6

    มีเรื่องเล่าพื้นบ้าน เป็นนิทานของชาวแอฟริกันอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องมันมีอยู่ว่า…

    ชายคนหนึ่งมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ที่วันนี้ เขาจะได้นำเอาแหวนที่สู้อุตส่าห์เก็บสะสมเงินที่ได้จากความขยันหมั่นเพียรในการทำงานไปซื้อมา เพื่อมาขอหญิงคนรักแต่งงาน

    หญิงสาวคู่รักของชายหนุ่ม อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ
    ด้วยความลิงโลดดีใจของชายหนุ่ม เขารีบวิ่งตรงไปบ้านของหญิงสาว โดยวิ่งข้ามแม่น้ำในส่วนที่เป็นเกาะแก่งที่แคบที่สุด เขากระโดดไปบนหินแต่ละก้อน ตรงเกาะแก่งนั้น

    แต่พอมาถึงหินก้อนสุดท้ายใกล้ขึ้นฝั่ง เขาลื่นล้มหลังจากเหยียบหินก้อนนั้น ก้นจ้ำเบ้า พร้อมกับแหวนที่หลุดลอยออกจากมือและตกลงไปในแม่น้ำ

    เขาตกใจ หน้าซีดเผือก เปลี่ยนจากรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้า เป็นความเศร้าเต็มประดา ที่ดูเหมือนจะมีน้ำในตาที่เริ่มไหล

    เขาพยายามมองหาแหวนที่หล่นลงไปในแม่น้ำ มองซ้ายที ขวาที หาตามซอกหลืบของหิน ควานหา ขุดดิน เพื่อหวังว่าจะเจอแหวนล้ำค่าวงนั้นได้อย่างเร็วไว แต่เขาก็หาไม่เจอ

    คนบนฝั่งที่เห็นเหตุการณ์ และกำลังดูสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำ พยายามช่วยเหลือและอยากให้เขาหาแหวนวงนั้นให้เจอ พวกเขาตะโกนลงมาว่า

    “นั่งลงก่อนพี่ชาย นั่งลง พักสักแป๊บนึงก่อน หายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติก่อน”

    ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเสียงตะโกนนั้น เพราะในใจเขาร้อนรนเต็มที เพราะกลัวว่าจะหาแหวนไม่เจอ
    เขาควานหาแหวนในน้ำต่อไป ทำเหมือนเดิม โดยไม่สนใจเสียงคนบนฝั่ง

    ส่วนคนบนฝั่งก็ยังไม่ละความพยายาม พวกเขาตะโกนลงมาอีกครั้ง

    “เอาน่า พี่ชาย พักสักแป๊บนะพี่ พี่กำลังอยู่ในความตระหนกตกใจ นั่งลงแป๊บนึงก่อน พักก่อน”
    คราวนี้เขาฟัง เพราะเขารู้สึกว่าหาจนเหนื่อยแล้วจริงๆ เขานั่งลงบนก้อนหินที่ทำให้เขาลื่นล้ม เขานั่งพัก พร้อมกับปล่อยความคิดทุกอย่างไปตามที่คนบนฝั่งแนะนำ ไม่ได้สนใจแล้วว่าจะหาแหวนเจอหรือไม่ เขานั่งพัก เพราะเหนื่อยจากการหาแหวนวงนั้นแล้วจริงๆ

    แต่เมื่อเขานั่งพักไปสักพัก โคลนที่เขาขุดหาแหวนก็เริ่มตกตะกอน น้ำที่เคยขุ่นจากการควานหาแหวนของเขาเริ่มสงบและใสขึ้น เขามองไปเห็นแสงสะท้อนที่ใต้น้ำ แถวๆ ปลายเท้าของเขา

    เขาก้มลงไปดูที่แสงสะท้อนนั้น แล้วก็พบว่า มันคือแหวนวงนั้น ที่เขาพยายามควานหาอยู่นั่นเอง
    เขาดีใจ ตะโกนขอบคุณคนบนฝั่ง แล้วรีบวิ่งหน้าตั้งไปหาหญิงคนรัก เพื่อขอเธอแต่งงาน

    กลับมาในโลกแห่งความจริงของเรา มันก็เช่นเดียวกัน เวลาที่เราอยากได้อะไร เราต้องคิดและจินตนาการให้ได้ก่อน ว่าสิ่งนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร รูปแบบเป็นแบบไหน เพื่อที่จะได้ไปหาได้ถูก

    และที่สำคัญ ความสงบ ความนิ่งของจิตในใจ จะทำให้เราเห็นภาพนั้นได้ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เหมือนกันกับที่คนบนฝั่งขอให้ชายหนุ่มนั่งพัก เพื่อรอเวลาให้น้ำใส ที่จะทำให้เขาเห็นแหวนได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง

    เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ขึ้นมาสักนิดนึง ถึงการคิดและจินตนาการในสิ่งที่อยากได้ เราอาจจะอยากซื้อกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์หนึ่งใบจากร้านค้าออนไลน์ เราคงต้องคิดให้ได้ก่อนว่า หน้าตาของกระเป๋าที่เราอยากได้นั้น เป็นอย่างไร ใช้วัสดุแบบไหน สีอะไร ดีไซน์เป็นแบบไหน ยิ่งละเอียดได้เท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะทำให้เราค้นหาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ไม่อย่างนั้นแล้ว เราคงต้องไถหน้าจอโทรศัพท์ไปเป็นวัน กว่าจะเจอกระเป๋าใบที่ถูกใจ

    นอกเหนือไปจากการเห็นภาพให้ชัด ว่าอยากได้หรือปรารถนาในสิ่งไหน สิ่งที่อยากเพิ่มให้อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญพอๆ กันก็คือ

    “ต้องเห็นและรู้สึกให้ได้ด้วยว่า หลังจากได้รับสิ่งนั้นไปแล้ว ตัวเราเป็นอย่างไร ทั้งการคิด การพูดจาก หรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทางและพฤติกรรม”

    เหมือนกับชายคนนั้น ที่พอเมื่อพบแหวนของเขา ก็รีบวิ่งไปหาหญิงคู่รักในทันที เชื่อได้ว่า ภาพในหัวของเขา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขอแต่งงาน แต่น่าจะเห็นภาพและรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ได้อยู่ร่วมกันไปแล้วนั่นเอง

    เรื่องการรับรู้ รู้สึก ไปจนถึงการแสดงออก เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันกำลังจะทำให้เราก้าวไปอีกขั้นของการ Manifest เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าเราได้รับในสิ่งที่ปรารถนาไว้มาแล้ว

    เช่น ถ้าคุณปรารถนาจะเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จ มีคนติดตามฟังจนล้นทุกเวที และที่สำคัญคือ คนที่มาฟังเหล่านั้น สามารถนำข้อคิดที่คุณพูด วิธีการที่คุณแชร์ ไปเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาให้ดีขึ้นได้ด้วย

    “ตัวคุณเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ”

    หรือ ถ้าคุณปรารถนาจะประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักลงมาจนมีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะทำอะไรก็จะได้ดูคล่องแคล่วว่องไว ไม่เหนื่อยง่าย แถมหาเสื้อผ้าใส่ก็ดูสมส่วน ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป

    ก็ให้คิดและจินตนาการต่อไปอีกขั้นว่า เมื่อทำให้ร่างกายของคุณมีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแล้ว

    “ตัวคุณเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ”

    ถ้าคุณคิดและเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า จะเป็นอย่างไร จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง คุณ “เป็น” อย่างไรบ้าง นั่นก็ทำให้คุณเข้าใกล้ความเป็นจริง ตามที่สัธกูรูบอกไว้

    “ทุกสิ่งในโลกนี้เกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในความคิดด้วยจิตและจินตนาการของเรา แล้วครั้งที่สอง มันจะเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้จริงๆ”

  • แนวทางจาก สัธกูรู กับการ Manifest ในเรื่องที่คุณปรารถนา เพื่อให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ – EP2/6

    สัธกูรู เล่าเรื่องให้ฟังเรื่องหนึ่ง ที่คนเล่าต่อๆ กันมานาน

    มีชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินทางมาไกลมาก เดินมาเรื่อยๆ จากที่ไหนก็ไม่รู้ จะเดินไปที่ไหนก็ยังไม่รู้ แต่เขาเดินมาเรื่อยๆ อย่างไม่ได้หยุดหย่อน จนอยู่ดีๆ ก็ปรากฏว่า ชายคนนั้นเดินหลุดเข้าไปในทุ่งหญ้าของสรวงสวรรค์

    ด้วยความรู้สึกเหนื่อย เพราะเดินทางมาไกล ชายคนนั้นเลยอยากหาที่นั่งเพื่อพักจากความเหนื่อยล้าที่เดินทางมา แล้วสายตาก็มองเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงหน้า ใต้ต้นไม้มีร่มเงาที่ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการพักผ่อนได้เป็นอย่างดี ชายคนนั้นเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาต้นไม้ต้นนั้น

    เมื่อถึงต้นไม้ เขานั่งลง หลังพิงต้นไม้ ลมพัดไหวๆ ใบไม้พริ้วไปตามสายลม เขาหลับตา แล้วสักพักเขาก็หลับไป

    เขาหลับไปได้ประมาณ 3 ชั่วโมง จากอาการเหนื่อยล้าและอ่อนแรงจากการเดินมาทั้งวัน พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกหิว พอหิวมากเข้า เขาก็จินตนาการถึงอาหารต่างๆ ที่เขาอยากกิน

    ฉับพลันทันใด อาหารทั้งหลายที่เขาจินตนาการไว้ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาไม่มีคำถามว่าอาหารมาจากไหน มาได้อย่างไร ไม่มีความสงสัยใดๆ เกิดขึ้น มีเพียงแค่หยิบเอาอาหารขึ้นมากินเพื่อเปลี่ยนความหิวของเขา ให้กลายเป็นความอิ่ม

    พออิ่มแล้ว เขาก็เริ่มกระหายน้ำ เขาอยากดื่มอะไรบางอย่าง ทั้งที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ และแล้วเขาก็คิดถึงเครื่องดื่มเหล่านั้น เขาจินตนาการถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่อยากดื่ม

    คิดได้ไม่นาน เครื่องดื่มเหล่านั้นก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา เหมือนเดิม เขาไม่ถาม ไม่สงสัย ว่าเครื่องดื่มเหล่านี้มาได้อย่างไร แล้วเขาก็ดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้นไปจนหมด

    สัธกูรูหยุดเรื่องเล่าไว้ตรงนี้ ก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า

    ชาร์ล ดาร์วิน เคยบอกเอาไว้ว่า “แท้จริงแล้ว มนุษย์อย่างเรา คือ ลิงที่หางหายไป”

    ในทางโยคะ มีคำพูดอยู่ว่า “จิต” ของเรานั้น เหมือน “ลิง” เคลื่อนไหวตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น ไม่หยุดอยู่นิ่ง วิ่งไปวิ่งมา และซุกซน

    ซึ่งความไม่อยู่นิ่งและซุกซนนี้ เป็นทั้งธรรมชาติของจิต และมนุษย์ที่มาจากลิงอย่างเรา มันเป็นธรรมชาติของเรา แต่ถ้าเอาจริงๆ แล้ว “เราควรฝึกจิตให้นิ่ง จะเป็นเรื่องที่ดีกว่า”

    ชายวัยกลางคนคนนั้นก็เหมือนกันกับมนุษย์อย่างเรา “จิตของเขาก็ไม่ได้อยู่นิ่ง” และพอจิตของเขาเริ่มเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น เขาก็คิดไปว่า “ขออาหาร อาหารก็มา ขอเครื่องดื่ม เครื่องดื่มก็มา”
    “เรื่องทั้งหมดนี้ ต้องเป็นการกระทำของ “ผี” แน่ๆ ผีทำการเสกอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ออกมาแน่ๆ”

    และคราวนี้ เมื่อเขาคิดถึงผีมากเข้าๆ ผีก็ออกมา

    เขายังไม่หยุดคิด “ผีที่ออกมาต้องมาทำร้ายเขาแน่ๆ” เขาคิดอยู่แบบนี้ คิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
    และแล้วเหล่าผีก็เริ่มทำร้ายเขาขึ้นมาจริงๆ

    เขาควรจะหยุดคิด หรือไม่ก็เปลี่ยนความคิดไปเป็นแบบอื่นๆ แต่ด้วยความที่จิตยังไม่นิ่งพอ และยอมให้ลิงในจิตเป็นตัวนำพาให้เคลื่อนไหว

    เขาเลยคิดต่อไปอีกว่า “ผีต้องฆ่าเขาแน่ๆ”

    และสุดท้าย เขาก็โดนผีฆ่าตาย

    ชายคนนั้นไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ใต้ต้น “กัลปพฤกษ์” หรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Wishing Tree” ที่แปลเป็นไทยแบบตรงไปตรงมาว่า “ต้นไม้แห่งความปรารถนา”

    เขาปรารถนาจะได้อาหาร อาหารก็มา
    เขาปรารถนาจะได้เครื่องดื่ม เครื่องดื่มก็มา
    เขาปรารถนาที่จะเจอผี ผีก็มา
    เขาปรารถนาที่จะได้รับความเจ็บปวดจากผี ผีก็ทำร้ายเขา
    เขาปรารถนาที่จะตาย ผีก็ทำให้เขาตาย

    เราอาจไม่จำเป็นต้องออกไปหาต้นกัลปพฤกษ์นี้ ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่จริงในหลายๆ พื้นที่ก็ตาม แต่เราสามารถทำให้มันมีจริงได้ ด้วยการจัดการ “จิตของเรา” ให้เห็น, คิด และนึกได้ในสิ่งที่ปรารถนาอย่างชัดเจนและใสเหมือนแก้ว เพราะสิ่งนี้จะทำให้ความปรารถนาของเราชัดเจนมากยิ่งขึ้น

  • แนวทางจาก สัธกูรู กับการ Manifest ในเรื่องที่คุณปรารถนา เพื่อให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ – EP1/6

    ช่วงนี้ผมอยู่ในห้วงเวลาของความสงสัยและอยากจะศึกษา ไปจนถึงทดลองทำเรื่อง Manifestation
    ต้องขออนุญาตบอกไว้ตรงนี้ก่อนว่า ผมเปิดโรงเรียนในใจไว้หนึ่งโรงเรียน มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิด ชีวิต และจิตใจ ซึ่งโรงเรียนนี้มีชื่อว่า “Seeder School – โรงเรียนบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์” ที่มีคติประจำโรงเรียนว่า “สงสัย – ศึกษา – ทดลองทำ” ซึ่งเอาจริงๆ มันก็มีที่มาจากตัวผมที่ชอบสงสัยและศึกษาอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็ทำให้ได้พบกับตัวเองว่า “ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะตามโลกนี้ได้ทัน” และนั่นมันก็คือคอนเส็ปต์ของ “การเรียนรู้ตลอดเวลา” หรือ “การเรียนรู้เพื่อให้รู้ว่าเราต้องเรียนอย่างไร”

    เอาล่ะกลับมาที่เรื่องสัธกูรูและ Manifestation อีกครั้ง…

    ผมเข้าไปพยายามควานหา ศึกษาหาความรู้จากแหล่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ก็ใช้ นั่นคือ “แอปแดง” เวลาที่เราต้องเลี่ยงคำพูดเมื่อต้องสื่อสารบนโลกโซเชียล แต่ถ้าเอาแบบตรงไปตรงมาก็เรียกว่า “ยูทูป” นี่แหละ

    ผมอยากเข้าใจมากกว่านี้ ว่าต้องทำอย่างไร เพราะอยากเอาไปทดลองทำด้วย ว่ามันจะได้ผลจริงไหม เอาจริงๆ ในใจลึกๆ ผมก็อยากให้มันสำเร็จและเกิดขึ้นได้จริงๆ เชื่อว่า มากกว่า 80% ของคนที่อ่านเรื่องนี้อยู่ ก็น่าจะคิดในทำนองเดียวกันกับผมนี่แหละ

    สำหรับผม ผมยังไม่รู้ว่าจะใช้คำไทยว่าอะไรดี สำหรับคำว่า Manifestation หรือ Manifest เพราะเท่าที่ค้นหาดูมันอาจเป็นได้ทั้ง “กฎแรงดึงดูด” “พลังจักรวาล” “จักรวาลจัดสรร” ที่สุดท้ายปลายทางของความหมายของคำเหล่านั้นก็คือ “ทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา”

    (ผมเลือกใช้คำว่า “ปรารถนา” มากกว่าคำว่า “อยาก” เพราะผมคิดว่าปรารถนามีพลังทางบวกมากกว่าอยากอยู่เยอะ ซึ่งอันนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความชอบของคน)

    จากคำบอกเล่าของสัธกูรู ที่ได้ไปเจอมาในยูทูป ที่ผมคิดว่าเป็นคลิปหนึ่งที่ทำให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายที่สุด อันดับแรก สัธกูรู บอกว่า

    “ถ้าเราทำให้ 4 อย่างนี้ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เราปรารถนาไว้ จะกลายเป็นจริง”

    แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่อง 4 อย่างที่ว่า สัธกูรูก็บอกไว้อีกครั้งว่า “มนุษย์สามารถทำให้ทุกสิ่งเป็นจริงได้ ไม่เป็นอะไรที่เกินเลยความสามารถของมนุษย์ธรรมดาๆ อย่างพวกเราเลย”

    “สิ่งที่ไม่เคยคิดมมาก่อนว่าจะมีได้ในเมื่อวาน อาจเกิดขึ้นและมีได้ในวันนี้ แค่เริ่มที่จุดแรกที่มีอยู่ในตัวคุณอยู่แล้ว นั่นก็คือ จิต ของคุณนั่นเอง”

    ถ้าจะให้ยกตัวอย่างในแบบที่จับต้องได้ ก็ต้องเป็นเรื่องของ “เครื่องบิน” ที่สมัยก่อน มนุษย์มีความฝันอยากบินได้เหมือนนก เพื่อที่จะได้เห็นโลกในมุมที่ไม่เคยได้เห็น คนที่มีความตั้งใจและปรารถนาจะให้มันเกิดขึ้นให้ได้ ก็เริ่มจากการตั้ง “จิต” อย่างแน่วแน่เสียก่อน หลังจากนั้นก็ตามมาด้วย “จินตนาการ”

    ซึ่งอันนี้ ไอน์สไตน์ ก็เคยบอกเอาไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” แต่ผมจะขอเปลี่ยนประโยคนี้ของไอน์สไตน์ไปซักหน่อย เพราะผมคิดว่า “จินตนาการ มาก่อน ความรู้” เพราะเมื่อไหร่ที่เราจินตนาการได้ ตั้งจิตให้มุ่งมั่นได้ เดี๋ยวเราก็จะพยายามพาตัวเองไปหาความรู้มาให้ได้นั่นเอง

    กลับมาที่สัธกูรูอีกครั้ง สิ่งที่สัธกูรูบอกก็คือ “ทุกสิ่งที่เราเห็นว่าเกิดขึ้นในโลกมนุษย์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรก แต่เป็นการเกิดขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง”

    “เพราะครั้งแรกที่สิ่งนี้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นในจิตและจินตนาการของคนที่ปรารถนาให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ”

    (ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดี แต่จริงๆ แล้วเราควรปรารถนาแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่จรรโลงใจ และสรรสร้างสังคมให้ดีขึ้น จริงไหมล่ะ)

    ดังนั้น ขอให้เรียนรู้ที่จะสร้างสิ่งที่ถูกต้อง, สิ่งดีๆ ที่ตัวเองปรารถนา สร้างสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นในจิตและจินตนการของตัวเองเสียก่อน

  • การมี MyGPT ของตัวเองมันดียังไง กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ (Domain Expert) ทุกวันนี้

    MyGPT เป็นฟีเจอร์นึงที่มีเฉพาะใน ChatGPT เอาไว้ถอดความรู้, ความสามารถ, ความเชี่ยวชาญ ของผู้ชำนาญการหรือที่ผมใช้คำว่า Domain Expert เพื่อเอามาผสมผสานกับความเก่งกาจและความสามารถของ AI อย่าง ChatGPT ที่จะทำให้เกิดการทำงานแบบสอดประสานระหว่าง Human กับ AI ให้เพิ่มคุณค่าเข้าไปได้มากกว่าเดิม (ตอนแรกจะเขียน 10X ก็กลัวว่ามันจะเฝือเกินไป)

    ต้องบอกไว้ตรงนี้ว่าผมเป็น ChatGPT แฟน ก็เพราะการมีของ MyGPT เฉพาะใน ChatGPT นี่แหละ เพราะฉะนั้นก็จะขออนุญาตเน้นไปที่การใช้งาน ChatGPT ในแต่ละงาน แต่ละฟังก์ชั่นก็แล้วกันนะ

    เอาจริงๆ แล้วจากประสบการณ์ส่วนตัว และคำแนะนำของกูรูด้าน AI ที่บอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า การที่ AI แบบ Generative AI ถือกำเนิดขึ้นมา จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ได้มากกว่าคนที่ใช้ AI ได้เชี่ยวชาญแต่ยังขาดทักษะและประสบการณ์ที่จะได้จากการผ่านการทำงานในด้านนั้นๆ มาจริงๆ เพราะสิ่งที่ AI ให้คำตอบหรืออธิบายอะไรมาให้ ยังต้องการการตรวจสอบความถูกต้องและคาดการณ์ถึงผลของการนำข้อมูลนั้นไปใช้อยู่ด้วย

    ที่บอกแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่า AI ไม่เก่ง แต่แค่ว่า บางครั้งบางที มันยังอาจมีอาการหลอนและสับสนในการให้คำตอบอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งถ้าหากคนที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ นำไปใช้ อาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง

    ผมลองพูดคุยกับเจ้า ChatGPT เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยถามไปว่า “คุณมี Bias” ในการให้คำตอบบ้างมั้ย ซึ่งเจ้า ChatGPT ก็ได้ตอบกลับมาว่า “อาจมีได้” โดยขึ้นอยู่กับ 3 ส่วนด้วยกัน นั่นก็คือ

    1. Training Bias – ที่หมายถึงข้อมูลที่ถูกคัดเลือกมาสอน ChatGPT ให้ตอบคำถามได้ในหลายศาสตร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เลือกว่าจะเอาข้อมูลอะไรมาสอน ChatGPT บ้าง
    2. Design Bias – ChatGPT ถูกกำหนดกรอบไว้ว่าต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ปลอดภัย แสดงความนับถือผู้ใช้งาน นั่นหมายความว่า ChatGPT เองก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับหรือทำตัวเป็นคนคิดบวกในทุกๆ สถานการณ์เพื่อแสดงความช่วยเหลือมากกว่าที่จะต่อต้านผู้ใช้งานนั่นเอง
    3. Personal Bias – ChatGPT บอกว่าตัวเองไม่มีอคติส่วนบุคคลอย่างมนุษย์ ไม่เลือกข้างใดๆ แต่บางครั้งอาจดูเหมือนเป็นแบบนั้นได้ เพราะข้อมูลที่ ChatGPT ถูกสอนมา ที่อาจจะมีข้อมูลฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากกว่าอีกฝั่ง

    อันนี้แค่เฉพาะเรื่อง Bias แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องที่ ChatGPT ถูกกำหนดไว้ด้วยว่าเรื่องใดตอบได้ หรือเรื่องใดไม่ควรให้คำตอบ และรีบแจ้งทันทีหากมีแนวโน้มในการก่อให้เกิดอันตรายมากเกินไป ซึ่งอันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ผู้สร้าง ChatGPT ได้กำหนดเอาไว้ แต่ใครจะไปรู้ได้ว่ามันมีโอกาสหลุดรั่วออกมาเมื่อไหร่ หรือมันอาจจะกลายเป็นเราที่โดนแจ็กพอต

    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บอกว่า “ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านประสบการณ์จริงมา” “ผู้ที่มีความรู้ ทักษะ และความชำนาญ” ย่อมได้เปรียบในการใช้บริการ ChatGPT มากกว่าผู้ที่ยังไม่มี

    ทีนี้มาเข้าเรื่อง MyGPT ที่คิดว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้กับเหล่าผู้ชำนาญการอย่าง โค้ช, วิทยากร และที่ปรึกษา กันดีกว่า ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และจะสร้างเจ้า MyGPT ขึ้นมาได้อย่างไร (บางคนอาจรู้วิธีอยู่แล้วก็ได้ แต่อ่านต่อไปก็คิดว่าไม่เสียหายเท่าไหร่หรอกนะ)

    เจ้า MyGPT นี้ ถ้าทำให้ดีๆ ให้มีความเชี่ยวชาญ, วิธีการปฏิบัติ และพฤติกรรมเฉพาะของเราเข้าไป มันจะทำให้ โค้ช, วิทยากร และที่ปรึกษาคนนั้น มีความแตกต่างและสร้างคุณค่าได้มากโขทีเดียว เพราะคุณกำลังขยายตัวคุณให้ไปช่วยคนได้มากขึ้น ผ่านการร่วมมือกันของคุณกับ AI ซึ่งผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ เป็นหัวใจของการเป็นโค้ช, วิทยากร และที่ปรึกษา

    เราสามารถทำให้ MyGPT เรียนรู้ความสามารถและประสบการณ์เฉพาะของเราในแต่ละเรื่องได้ ผ่านไฟล์ที่เราทำเป็นสรุปความรู้ของเราไว้ (ซึ่งควรต้องใส่คำสั่งป้องกันบางอย่าง ไม่ให้คนอื่นสามารถดาวน์โหลดความรู้นี้ออกมาได้ เพื่อเป็นการป้องกันเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในความรู้ของเรา)

    นอกจากนั้นเราสามารถตั้งค่าแนวทางการตอบหรือการให้คำตอบ สไตล์การตอบ (แบบโอบอ้อมอารี, แบบชัดๆ ตรงประเด็น) หรือขั้นตอนการทำงานแบบ Step-by-Step เพื่อให้ตอบคำถามผู้ใช้งานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนก็ย่อมได้ เพราะ ChatGPT พร้อมก๊อบปี้ให้เหมือนตัวเรามากเท่าที่จะมากได้อยู่แล้ว

    จะยกตัวอย่างให้ดูว่า การใส่บทบาทหรือรายละเอียดของเราเข้าไป เพื่อเป็นการตั้งค่าการตอบนั้น ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างไรได้จากรูปนี้ ซึ่งจะเห็นว่าการตอบแบบเป็นคนทั่วไป กับการตอบโดยสวมบทบาทเป็นคุณครูมัธยมนั้น เห็นความแตกต่างของการใช้ภาษา และสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ผ่านการอ่านตัวหนังสือนั้นอยู่ได้เหมือนกัน

    แล้วการมี MyGPT ของตัวเองมันดียังไง กับการที้ต้องจ่ายตังค์ให้ ChatGPT ในราคาเดือนละประมาณ 700 บาท ขอสรุปให้ดูคร่าวๆ แบบนี้

    ถ้าคุณเป็น “โค้ชด้านเป้าหมายและผลลัพธ์” – คุณอาจสร้าง MyGPT มาช่วยให้คนตั้งเป้าหมายในแบบฉบับของคุณ ช่วยคิดและช่วยสร้าง Action Plan พร้อมกับการสร้างแบบติดตามความคืบหน้า เพื่อให้ผู้ใช้คนนั้นส่งให้ดูก่อนนัดการโค้ชในครั้งถัดไป หรือไม่ก็ให้เจ้า MyGPT ของคุณทำการสอบถามหรือช่วยแนะนำการแก้ไขสถานการณ์บางอย่างร่วมด้วยก็ได้ เรียกว่าถอดความเป็นโค้ชเอาไว้ให้เป็นผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ โค้ชชี่ได้ตลอดเวลา

    ถ้าคุณเป็นวิทยากร – คุณอาจสร้าง MyGPT ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาทบทวนบทเรียนหลังจากที่เรียนจบไปแล้วได้ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น หรืออาจให้ผู้เรียททำแบบทดสอบผ่าน MyGPT ที่เจ้า MyGPT จะเป็นคนตอบและให้คำอธิบายตามที่คุณเป็นผู้กำหนดและสอนเอาไว้ ก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน

    ถ้าคุณเป็นที่ปรึกษา – คุณอาจสร้าง MyGPT ไว้คอยช่วยให้คำปรึกษาในแต่ละเรื่องแต่ละงาน ตามที่กำหนดไว้ในไฟล์ความรู้ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจว่ายังสามารถสอบถามตัวตนเสมือนของคุณได้ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องให้ความสำคัญแบบจริงจัง อันนั้นก็ยังสามารถโทรมาคุยกันเพื่อให้ได้ความชัวร์และความถูกต้องแน่ๆ ก็ได้เหมือนกัน

    3 อย่างนี้ ถือว่าเป็นตัวอย่างแบบเบื้องต้น ที่ยังจะสามารถขยายไปในงานอื่น หรือรูปแบบอื่นๆ ได้ ตามความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน

    ถ้าจะให้พูดแบบง่ายๆ ก็คือ คุณสามารถถอดเอาความเชี่ยวชาญแต่ละด้านของคุณมาเป็น MyGPT แต่ละตัวได้เลย ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มทั้งคุณค่าและมูลค่า ที่คุณสามารถมอบให้ลูกค้าคนพิเศษของคุณ

  • งานไม่เดิน เงินไม่โต ความก้าวหน้าไม่มี หรือตอนนี้เราอยู่ผิดที่ ?

    ลองทำแบบทดสอบนี้เพียง 5 นาที แล้วคุณจะรู้วิธีการที่จะโตทั้งหน้าที่การงานและการเงิน

    เคยรู้สึกไหม ? ตั้งใจทำงานแทบตาย ทุ่มเททั้งแรงใจแรงกาย แต่ความก้าวหน้ายังไม่มี ความดียังไม่ปรากฏ ทุกเช้าตื่นขึ้นมาทำงานเหมือนเดิม เจอปัญหาเดิม ๆ ทำทุกอย่างตามหน้าที่ แต่โอกาสดี ๆ ไม่เคยเป็นของเรา ขยันแค่ไหนก็เหมือนเดิม ไม่ก้าวหน้า ไม่มีใครมองเห็น หรือแย่กว่านั้น คนที่ทำงานน้อยกว่าเรากลับไปได้ไกลกว่า ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้ บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ที่ตัวคุณ แต่เป็นเพราะคุณอยู่ผิดที่ผิดทาง (ถ้ารู้สึกว่าพาดหัวแบบนี้มันแรงไป ผมขออภัยไว้ ณ ที่นี้แบบล่วงหน้าก่อนนะครับ แต่ในใจลึกๆ ผมบอกกับตัวเองว่า มีบางคนที่เคยเจอแบบนี้มาแล้วจริงๆ)

    แบบทดสอบ Career Alignment Matrix ใช้เวลาแค่ 5 นาที แต่จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดๆ ว่าตอนนี้คุณอยู่ตรงไหนในเส้นทางการเติบโตของตัวเอง โดยมีทั้งหมด 20 ข้อ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือความสามารถในการทำงาน HR และส่วนที่สองเป็นเรื่องการให้ความสนับสนุนและทิศทางขององค์กรที่มีต่องาน HR

    ผลลัพธ์ที่ได้จากแบบทดสอบนี้ จะแบ่งผลออกมาเป็น 4 กลุ่ม ตามเกณฑ์ความสามารถที่มีในการทำงาน HR และการให้ความสนับสนุนหรือทิศทางขององค์กรที่มีต่องาน HR

    เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตงอกงาม (SuperSeeds) – อยู่ในที่ที่ใช่ กำลังเติบโตอย่างเต็มที่
    เมล็ดที่ไม่ยอมแตกหน่อ (Stagnant Sprouts) – โอกาสมีรอบตัว แต่กลับนิ่งอยู่กับที่
    เถาวัลย์ที่เหี่ยวเฉา (Wilted Vine) – มีศักยภาพแต่ไม่ได้รับการเห็นค่า
    เมล็ดที่ไม่ยอมไปไหน (Settled Soil) – ทำงานแบบเดิม ๆ ไม่มีแรงผลักดัน ไม่มีการเติบโต

    ถ้าคุณอยาก เติบโตในหน้าที่การงาน ได้รับโอกาสดีๆ ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ผมแนะนำว่าต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าตัวเองอยู่จุดไหน และจะเปลี่ยนเส้นทางไปเป็น SuperSeeds ได้ยังไง ถ้าวันนี้คุณยังไม่ได้อยู่ตรงจุดนั้น

    ก่อนจะไปทำความเข้าใจว่าแต่ละแบบมีรายละเอียดยังไง ลองมาดู 3 ความเชื่อผิดๆ ที่อาจทำให้คุณติดอยู่ในที่เดิม กันก่อนก็แล้วกัน

    กับดักที่1: “ขยันแล้ว เดี๋ยวก็มีคนเห็นค่าเอง”

    ความจริง: ขยันอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้คุณเติบโต ถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็นค่า หรือไม่มีพื้นที่ให้คุณแสดงศักยภาพ คุณก็จะกลายเป็น เถาวัลย์ที่เหี่ยวเฉา (Wilted Vine) – คนที่มีความสามารถแต่ไม่มีโอกาสงอกงาม

    ทางออก: ถ้าทุ่มเทเต็มที่แล้วยังถูกมองข้าม ลองพิจารณาว่า องค์กรที่คุณอยู่สนับสนุนการเติบโตของคุณจริงหรือไม่ ? ถ้าไม่ ลองหาทางเลือกใหม่ หรือเริ่มต้นสร้างโอกาสให้ตัวเองขึ้นมาซะ !!!

    กับดักที่ 2: “บริษัทให้การอบรมพัฒนา ก็แปลว่าฉันจะเติบโตได้ในเร็ววัน”

    ความจริง: แค่มีหลักสูตรอบรมหรือเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพให้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้สิทธิ์ในการเติบโตก้าวหน้านั้นแบบอัตโนมัติ ถ้าคุณไม่ลงมือทำอะไรเลย คุณก็จะเป็นแค่ เมล็ดที่ไม่ยอมแตกหน่อ (Stagnant Sprouts) ที่โอกาสมีอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่สามารถคว้าไว้ได้

    ทางออก: อย่ารอให้โอกาสมาเคาะประตู คุณต้องออกไปหาเอง !!! ลองขอโปรเจกต์ใหม่ๆ เสนอไอเดีย แสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมเป็นคนที่องค์กรจะให้โอกาส

    กับดักที่ 3: “ทำงานแบบเดิม ทำดีอยู่แล้ว แล้วก็ทำได้เรื่อยๆ เดี๋ยวยังไงๆ บริษัทก็จัดตำแหน่งใหม่ให้ในซักวัน”

    ความจริง: ถ้าคุณทำงานมาหลายปี แต่ยังได้ทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่มีโปรเจกต์ใหม่ ไม่มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ ไม่มีทักษะอะไรเพิ่มเติม แสดงว่าคุณกำลังกลายเป็น เมล็ดที่ไม่ยอมไปไหน (Settled Soil) ที่อาจจะชินกับที่เดิมมากเกินไป จนไม่มีพัฒนาการ

    ทางออก: ถามตัวเองให้ชัด “ฉันยังอยากเติบโตไหม ?” ถ้าคำตอบคือ “ใช่” แต่คุณยังอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สนใจแต่งานแบบเดิม ไม่ได้สนใจเรื่องพัฒนาการใด ไม่แน่นะ อาจถึงเวลาที่ต้องหาทางออกใหม่ เพื่อให้ได้ทักษะที่เพิ่มขึ้นก็ได้ในเวลานี้

    แล้วตอนนี้คุณอยู่ในตรงจุดไหนของเส้นทางอาชีพ HR กันล่ะ ?

    Career Alignment Matrix คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่า ตอนนี้คุณอยู่จุดไหนในเส้นทางการเติบโตของตัวเอง และอะไรคือสิ่งที่ฉุดรั้งคุณไว้ ไม่ให้ไปถึงศักยภาพสูงสุดที่คุณมี

    ความจริงก็คือ… ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ใน “สภาพแวดล้อมที่ใช่” หรือไม่

    เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตงอกงาม (SuperSeeds) — กำลังเติบโตและก้าวหน้าอย่างแท้จริง

    คุณอยู่ในจุดที่ดีที่สุด – คุณมีทักษะที่แข็งแกร่ง และองค์กรของคุณก็สนับสนุนให้คุณเติบโต
    คุณรู้สึกว่า…
    • งานที่ทำ ช่วยให้คุณเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ
    • คุณได้ใช้ศักยภาพของตัวเองเต็มที่ และ มีส่วนร่วมกับงานระดับสูง
    • ได้รับโอกาสในการ เป็นผู้นำ หรือแม้กระทั่ง เป็นที่ปรึกษาให้คนอื่น
    • องค์กรของคุณ ให้ความสำคัญกับ HR ในเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ฝ่ายสนับสนุน
    • มีโอกาสทำงานใน โปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ท้าทาย และได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนางาน

    ก้าวต่อไปของคุณ:
    • รู้ลึกลงไปในสายงาน HR โดยศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์
    • ทดลองนำ AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ในงาน HR
    • ขยายขอบเขตของคุณโดยการ เป็นพี่เลี้ยงให้กับคนอื่น
    • เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับ Community ของ HR เพื่ออัปเดตเทรนด์ และสร้างเครือข่ายในวงการ

    คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่าตัวเองอยู่ในจุดนี้จริงๆ ? หรือจริงๆ แล้ว ยังมีพื้นที่ให้คุณเติบโตมากกว่านี้ ? ลองทำแบบทดสอบ แล้วค้นหาคำตอบของตัวเอง !!!

    เมล็ดที่ไม่ยอมแตกหน่อ (Stagnant Sprouts) — โอกาสมีอยู่ แต่คุณยังไม่เติบโต

    คุณอยู่ในองค์กรที่มีโอกาส แต่คุณใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ?
    คุณอาจทำงานในบริษัทที่สนับสนุนการพัฒนา มี Career Path ที่ชัดเจน และให้โอกาสคนที่พร้อมเติบโต แต่… ทำไมเรายังย่ำอยู่กับที่ ?

    ลองถามตัวเองดูว่า…
    • คุณทำงานที่เดิมมาหลายปี แต่ก็ยังอยู่ในบทบาทเดิม
    • งานของคุณวนเวียนอยู่กับ Payroll, Compliance หรือ Recruitment Admin
    • เพื่อนร่วมงานหลายคนก้าวหน้าไปแล้ว แต่คุณก็ยังคงอยู่ที่เดิม
    • คุณรู้ว่ามีโอกาสมากมายในองค์กร แต่ยังไม่กล้าที่จะคว้ามัน เพราะยังไม่มั่นใจในความสามารถที่มี
    ความจริงคือ: องค์กรอาจไม่ใช่ปัญหา แต่คุณเองอาจกำลังติดอยู่ในโหมด “Autopilot”

    ก้าวต่อไปของคุณ:
    • ออกจากโหมดอัตโนมัติ – ลองสำรวจว่าองค์กรมีโครงการพัฒนาบุคลากรอะไรบ้าง แล้วลองขอโอกาสไปลองลงมือทำในโครงการนั้น
    • พัฒนาทักษะใหม่ๆ เช่น HR Data Analytics, Talent Development หรือ AI-driven HR
    • สร้างเครือข่ายกับ HR มืออาชีพที่ท้าทายแนวคิดแความรู้ของคุณ เพื่อช่วยผลักดันให้คุณเติบโตปละก้าวหน้า
    • ตั้งเป้าหมายชัดๆ ว่า อีก 6 เดือน หรือ 1 ปีข้างหน้า คุณอยากไปถึงจุดไหน แล้วเริ่มเดินไปหามัน

    คุณกำลังใช้โอกาสที่มีให้เต็มที่หรือยัง ? หรือจริงๆ แล้วคุณเป็นคนที่ฉุดตัวเองไว้ ? ลองทำแบบทดสอบ แล้วค้นหาความจริง !!!

    เถาวัลย์ที่เหี่ยวเฉา (Wilted Vine) — คุณมีศักยภาพ แต่ติดอยู่ในที่ที่ไม่เห็นค่า

    คุณมีทักษะ มีความสามารถ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนโดนมองข้าม ?
    คุณเก่งเรื่อง Talent Management, HR Analytics หรือการบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์
    แต่… องค์กรของคุณมอง HR เป็นแค่ ฝ่ายสนับสนุน ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางองค์กร

    คุณกำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ?
    • มีไอเดียดีๆ แต่ไม่มีใครสนใจและรับฟัง
    • องค์กรของคุณมอง HR เป็นแค่ฝ่ายธุรการ ดูแลงานด้านเอกสาร และงานทั่วๆ ไป ไม่ใช่ Strategic Partner
    • โอกาสเติบโตแทบไม่มี ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่มีพื้นที่ให้ก้าวขึ้นไป
    • คุณรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพ แต่ เหมือนกำลังอยู่ผิดที่ เพราะไม่มีเวทีให้คุณได้แสดงศักยภาพนั้น
    ความจริงคือ: ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของคุณ แต่มันคือสภาพแวดล้อมที่ไม่ให้คุณเติบโต

    ก้าวต่อไปของคุณ:
    • ลองเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่ทำให้องค์กรได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาหรือการลดต้นทุน เพื่อใช้ในการดึงดูดความสนใจจากผู้บริหาร
    • ขอเข้าร่วมโปรเจกต์ที่ช่วยให้คุณได้แสดงศักยภาพ เช่น Workforce Planning หรือ AI ใน HR
    • เรียนรู้ทักษะที่ทำให้คุณโดดเด่น เช่น HR Tech, Generative AI หรือ Digital Transformation
    • ถ้าคุณพยายามแล้วแต่ไม่ได้รับการสนับสนุน อาจถึงเวลาขยายเครือข่าย และมองหาโอกาสใหม่ ก็เป็นได้

    เอาจริงๆ นะ ตอนนี้ คุณอยู่ในองค์กรที่ให้คุณค่าในตัวคุณจริงๆ หรือแค่ทนอยู่ไปวันๆ ? ลองทำแบบทดสอบ แล้วคุณจะเห็นคำตอบที่แท้จริง !!!

    เมล็ดที่ไม่ยอมไปไหน (Settled Soil) — อยู่อย่างมั่นคง แต่อาจไม่มีการเติบโต

    คุณทำงานที่เดิมมานาน ทำหน้าที่เดิมๆ มาหลายปี… แล้วไงต่อ ?
    คุณอาจจะไม่ได้ทุกข์ ไม่ได้เบื่อ ไม่ได้รู้สึกว่า “งานนี้แย่”
    แต่ลึกๆ แล้ว คุณอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า ก็เป็นได้

    ลองถามตัวเองดูว่า…
    • คุณทำงานแบบ Routine ซ้ำๆ มาเป็นปีๆ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
    • คุณไม่ได้มีปัญหากับที่ทำงาน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือท้าทายกับงานที่ทำ
    • คุณเคยคิดจะพัฒนาตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีแรงผลักดันมากพอ
    • คุณเริ่มเชื่อว่า HR ก็คือการทำงานเอกสาร จัดการระบบ และไม่มีอะไรไปมากกว่านั้นแล้ว
    ความจริงคือ: คุณอาจจะ “สบายเกินไป” จนหยุดพัฒนา และนั่นอาจเป็นอุปสรรคที่ขวางทางการเติบโตของคุณเองก็ได้เหมือนกัน

    ก้าวต่อไปของคุณ:
    • การเติบโตไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนงาน – ลองเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เช่น เรียนรู้ HR Tech หรือการใช้ AI ในงาน HR
    • หาช่องทางพัฒนาตัวเอง เช่น ลงคอร์สออนไลน์ หรือทดลองใช้เครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น
    • เชื่อมต่อกับ HR มืออาชีพที่ก้าวหน้ากว่าคุณ เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียและมุมมองใหม่ๆ
    • ถามตัวเองว่า อีก 5 ปีข้างหน้า คุณอยากอยู่ในจุดไหนของอาชีพ ? แล้วเริ่มจากก้าวเล็กๆ วันนี้

    ตอนนี้คุณกำลัง “เติบโต” หรือแค่ “อยู่ไปวันๆ” ? ลองทำแบบทดสอบ แล้วดูว่าคุณควรไปต่อทางไหน !!!

    ตอนนี้… คุณอยู่ตรงไหนของเส้นทางอาชีพ ?

    คุณได้เห็นทั้ง 4 Quadrants แล้ว ลองคิดดูว่า อะไรที่ฟังดูเหมือนตัวคุณมากที่สุด?

    เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตงอกงาม (SuperSeeds) – เติบโตและก้าวหน้าอยู่เสมอ
    เมล็ดที่ไม่ยอมแตกหน่อ (Stagnant Sprouts) – มีโอกาส แต่ยังไม่ใช้ให้เต็มที่
    เถาวัลย์ที่เหี่ยวเฉา (Wilted Vine) – มีความสามารถ แต่ติดอยู่ในที่ที่ไม่เห็นค่า
    เมล็ดที่ไม่ยอมไปไหน (Settled Soil) – มั่นคง แต่ไม่มีแรงผลักดันให้เติบโต

    ใช้เวลาแค่ 5 นาที กับแบบทดสอบ Career Alignment Test แล้วคุณจะรู้แน่ชัดว่าตัวเองอยู่ตรงไหน และควรก้าวไปทางไหนต่อ !!! ทำง่ายๆ เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น และที่สำคัญ… ฟรี!

    แบบรายงานอาชีพเฉพาะตัวของคุณจะเป็นอย่างไร ?
    ก่อนที่คุณจะทำแบบทดสอบ มาดูกันว่า รายงาน Career Alignment Report ของคุณจะช่วยให้คุณเข้าใจเส้นทางอาชีพของตัวเองได้อย่างไร

    • คุณอยู่ใน Quadrant ไหน ? – คุณเป็น เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตงอกงาม (SuperSeed), เมล็ดที่ไม่ยอมแตกหน่อ (Stagnant Sprout), เถาวัลย์ที่เหี่ยวเฉา (Wilted Vine), หรือเมล็ดที่ไม่ยอมไปไหน (Settled Soil) ?
    • ลักษณะของแต่ละ Quadrant เป็นอย่างไร ทั้งเรื่องงานและองค์กร
    • หากอยากไปเป็น SuperSeeds คุณควรต้องทำอย่างไร ?

    หน้าตาที่คุณจะได้จะเป็นแบบนี้

    หากคุณต้องการคู่มือ HR Career Alignment เพื่ออ่านเชิงลึกเกี่ยวกับแต่ละ Quadrant และหาวิธีพัฒนาตัวเองไปสู่ SuperSeeds คุณสามารถกรอกชื่อ นามสกุล และอีเมล ในลิงค์นี้ จากนั้นระบบจะส่งคู่มือไปให้ที่อีเมลของคุณได้เลย
    https://api.automationcart.com/widget/form/TEg0beGclAjZqiwrn0dI

    หรือเชื่อมต่อกับผมบน Facebook ที่เพจ “HR ข้างบ้าน” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน HR ที่แชร์กลยุทธ์การเติบโต เทรนด์อาชีพ และการใช้ AI ในสายงาน HR ไปด้วยกันนะครับ

  • “คู่มือการประเมินพฤติกรรมพนักงาน” – คู่มือสำคัญที่ช่วยให้การประเมินมีมาตรฐานและเป็นธรรม

    การประเมินพนักงานเป็นส่วนสำคัญของการบริหารองค์กร ไม่ว่าจะเป็น HR หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร ทุกคนล้วนต้องการให้การประเมินเป็นไปอย่าง ชัดเจน ยุติธรรม และนำไปสู่การพัฒนาพนักงานได้จริง

    แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งที่ กระบวนการประเมินเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
    🤔 เกณฑ์ไม่ชัด ทำให้ผู้ประเมินให้คะแนนตามความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง
    🤝 พนักงานได้รับฟีดแบ็ก แต่ไม่เข้าใจว่าควรพัฒนาเรื่องไหน
    📊 ระบบประเมินขาดมาตรฐาน ทำให้แต่ละฝ่ายมองเห็นผลลัพธ์ไม่ตรงกัน

    แล้วจะทำอย่างไรให้การประเมินเป็นระบบที่ทุกคนเชื่อถือได้?
    คำตอบคือ การใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

    📌 คู่มือนี้ช่วยอะไรได้บ้าง?
    ✅ กำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน – แบ่งระดับการประเมินออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ ยอดเยี่ยม ไปจนถึง ต้องปรับปรุง พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่าย
    ✅ ครอบคลุมพฤติกรรมสำคัญของพนักงาน – เช่น คุณภาพงาน, ความรับผิดชอบ, ความคิดริเริ่ม, การทำงานเป็นทีม, ความซื่อสัตย์ ฯลฯ
    ✅ ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพนักงาน – ช่วยให้ HR และหัวหน้างานสามารถให้ฟีดแบ็กได้อย่างสร้างสรรค์และตรงจุด
    ✅ เพิ่มความโปร่งใสและเป็นธรรม – ทำให้พนักงานเข้าใจเกณฑ์การประเมิน และรับรู้ว่าควรพัฒนาในด้านใด

    🎯 ใครควรใช้คู่มือนี้?
    ✔ HR และฝ่ายบริหาร – ที่ต้องการระบบประเมินที่มีมาตรฐาน ลดข้อโต้แย้ง และช่วยให้การบริหารบุคลากรมีประสิทธิภาพ
    ✔ หัวหน้างานและผู้จัดการทีม – ที่ต้องการแนวทางการให้คะแนนและฟีดแบ็กพนักงานอย่างชัดเจน
    ✔ พนักงาน – ที่ต้องการเข้าใจว่าตนเองถูกประเมินจากอะไร และควรพัฒนาตัวเองในด้านใด

    📥 ดาวน์โหลดฟรี!
    หากคุณต้องการให้การประเมินพนักงานเป็นไปอย่างชัดเจน ยุติธรรม และช่วยให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง

    เพราะการประเมินที่ดี ไม่ใช่แค่การให้คะแนน แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา 🚀

  • แจกฟรี! ตัวอย่างระเบียบการใช้ Generative AI ในองค์กร – อย่าให้ AI เป็นปัญหาที่องค์กรต้องแก้ทีหลัง!

    ใครๆ ก็รู้ว่า AI เก่ง! แต่ถ้าใช้ผิดที่ ผิดทาง ก็พังได้เหมือนกัน
    ทุกวันนี้ Generative AI ไม่ใช่ของเล่นอีกต่อไป มันกลายเป็น เครื่องมือที่องค์กรทุกแห่งเริ่มใช้ ไม่ว่าจะเป็นช่วยร่างอีเมล คิดคอนเทนต์ สรุปประชุม หรือวิเคราะห์ข้อมูล แต่มันก็เป็นดาบสองคม เพราะถ้าใช้แบบไม่มีระเบียบ มันก็กลายเป็นระเบิดเวลาได้เหมือนกัน

    ลองคิดดูว่า…

    • พนักงานป้อน ข้อมูลลับของบริษัท ลงใน AI โดยไม่รู้ตัว → ข้อมูลไปโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้!
    • ใช้ AI เขียนเนื้อหาโดยไม่ตรวจสอบ → สุดท้ายแชร์ข้อมูลผิด ๆ ออกไปให้ลูกค้า!
    • หัวหน้าใช้ AI ตัดสินใจเรื่องพนักงาน → เอ๊ะ! แบบนี้มันถูกต้องจริงไหม?

    แจกฟรี! ตัวอย่างระเบียบ AI ที่องค์กรปรับใช้ได้จริง

    เอกสารนี้ไม่ได้บังคับให้ใช้ตาม แต่เป็นแนวทางที่ช่วยให้องค์กรเอาไปปรับใช้ได้
    แต่ละบริษัทมีวิธีทำงานไม่เหมือนกัน เราเลยออกแบบ “ตัวอย่างระเบียบการใช้ AI” ให้คุณ ดาวน์โหลดฟรี แล้วไปปรับให้เหมาะกับองค์กรของคุณเอง!

    ในเอกสารนี้มีอะไรบ้าง?

    • AI ใช้ทำอะไรได้ – และทำอะไรไม่ได้
    • ข้อห้าม! อะไรที่ห้ามเอา AI ไปใช้เด็ดขาด
    • วิธีใช้ AI อย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล
    • ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ช่วยให้ทุกอย่างเป็นระบบ
    • ถ้าพนักงานละเมิดระเบียบ AI จะมีบทลงโทษอย่างไร

    ใครควรโหลดเอกสารนี้?

    • ผู้บริหาร ผู้จัดการ – ถ้าไม่อยากให้ AI กลายเป็นปัญหาในองค์กร รีบโหลดเลย!
    • ฝ่าย IT & Cybersecurity – ป้องกันปัญหาข้อมูลรั่วไหลตั้งแต่เนิ่น ๆ
    • ฝ่าย HR และ Compliance – เช็กให้แน่ใจว่าการใช้ AI ในองค์กรไม่ผิดกฎหมาย
    • ทุกคนที่อยากใช้ AI อย่างมีสติ – เพราะ AI ใช้ผิดชีวิตเปลี่ยนได้จริง ๆ

    AI ควรเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา!

    องค์กรของคุณอาจจะเพิ่งเริ่มใช้ AI หรือกำลังหาทางควบคุมมันอยู่ แต่สิ่งสำคัญคือ การมีแนวทางที่ชัดเจน! ถ้าไม่กำหนดแนวทาง พนักงานจะใช้ AI ตามสไตล์ใครสไตล์มัน แล้วพอเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?

    • อย่ารอให้ AI เป็นปัญหาในองค์กรของคุณ
    • มีระเบียบไว้ก่อน ดีกว่ามาแก้ทีหลัง
    • โหลดฟรี! แล้วไปปรับให้เหมาะกับองค์กรของคุณเอง

    ถ้าไม่ได้รับ Email ใน Inbox ขอให้ตรวจสอบที่ Junk Mail และถ้ายังไม่ได้รับจริงๆ ขอให้ติดต่อมาที่ dewteerapap@seederschool.com

  • เปลี่ยนบทบาทจาก HR ปฏิบัติการสู่ HR เชิงกลยุทธ์

    การทำงาน HR ด้านการสรรหา หลายครั้งอาจดูเหมือนเป็นเพียงการเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง จัดการโควต้าการจ้างงาน และจัดประกาศรับสมัคร แม้ว่าจะสำคัญ แต่งานเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นแค่ “หน้าที่” หากไม่เชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร แต่คุณสามารถก้าวข้ามบทบาทปฏิบัติการไปสู่ HR เชิงกลยุทธ์ได้ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองและเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่ทำในแต่ละวัน

    ตัวอย่างจริง: “ณัฐ” ผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากร
    ณัฐเป็นผู้จัดการฝ่ายสรรหาที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หน้าที่ของเขาคือจัดการกระบวนการสรรหา ตั้งแต่การลงประกาศงานจนถึงการส่งข้อเสนองาน แต่ณัฐรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่กับงานปฏิบัติการที่ไม่มีผลกระทบระยะยาวต่อองค์กร เขาต้องการเปลี่ยนบทบาทของตัวเองให้มีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญ และนี่คือสิ่งที่เขาทำ

    6 ขั้นตอนที่ณัฐใช้ในการเปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเอง

    1. วิเคราะห์ความต้องการขององค์กร
      ณัฐเริ่มต้นด้วยการศึกษาว่า การสรรหาของเขามีผลกระทบอย่างไรต่อเป้าหมายใหญ่ของบริษัท:
      • เขาใช้ SWOT Analysis เพื่อระบุจุดอ่อนในกระบวนการ เช่น การขาดแคลนทักษะในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ และตำแหน่งที่มีอัตราการลาออกสูง
      • เขาเชื่อมโยงการสรรหากับแผนการเติบโต เช่น การเตรียมพนักงานเพื่อรองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่
      ตัวอย่างที่ณัฐทำ:
      “ผมค้นพบว่าอัตราการลาออกในตำแหน่งเทคนิคสูงถึง 20% ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการชะลอแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผมจึงแนะนำให้สร้างฐานข้อมูลผู้สมัครที่พร้อมรับการติดต่อ (Talent Pipeline)”
    1. ริเริ่มปรับปรุงกระบวนการสรรหา
      ณัฐปรับปรุงกระบวนการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบ:
      • เขาแนะนำ ระบบติดตามผู้สมัคร (ATS) เพื่อทำให้งานต่าง ๆ เช่น การส่งอีเมลหรือการจัดสัมภาษณ์เป็นระบบอัตโนมัติ
      • เวลาที่ประหยัดได้ถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์แหล่งผู้สมัครที่ให้คุณภาพสูง
      ผลลัพธ์ที่ณัฐทำได้:
      “การปรับกระบวนการสัมภาษณ์ให้เป็นระบบอัตโนมัติช่วยลดเวลาสรรหาลง 25% และเพิ่มโอกาสในการค้นหาผู้สมัครคุณภาพสูงขึ้น”
    1. สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
      ณัฐเข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมผู้นำและ HRBP เพื่อเชื่อมโยงการสรรหากับเป้าหมายองค์กร:
      • เขาพูดคุยกับหัวหน้าทีม R&D เพื่อเข้าใจทักษะที่ทีมต้องการในอนาคต
      • เขาเสนอแผนการสร้างเครือข่ายกับผู้สมัครที่มีศักยภาพสำหรับตำแหน่งสำคัญ
      ตัวอย่างการสร้างพันธมิตร:
      “หลังจากพูดคุยกับทีม R&D ผมช่วยกำหนดแผนการจ้างงานสำหรับ 6 เดือนข้างหน้า เพื่อรองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
    1. ใช้ข้อมูลตัวชี้วัดเพื่อเสนอแนวคิดเชิงกลยุทธ์
      ณัฐใช้ตัวชี้วัดสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจ เช่น:
      • เวลาที่ใช้ในการจ้าง (Time to Hire)
      • คุณภาพของผู้สมัครใหม่
      • แหล่งที่มาของผู้สมัคร (Source of Hire)
      สิ่งที่เขาทำ:
      “จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผมพบว่าแหล่งผู้สมัครที่ดีที่สุดมาจากโปรแกรมแนะนำผู้สมัครโดยพนักงาน (Referral Program) ผมจึงเสนอโครงการปรับปรุงโปรแกรมนี้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพของการจ้างงาน”
    1. เสนอโปรแกรมนำร่อง (Pilot Program)
      ณัฐทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ผ่านโครงการนำร่องขนาดเล็ก:
      • เขานำระบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) มาใช้ในทีมวิศวกร
      • โครงการนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการประเมินผู้สมัคร และลดอคติในการตัดสินใจ
      ผลลัพธ์จากการนำร่อง:
      “หลังจากใช้ Structured Interview อัตราการตอบรับข้อเสนอเพิ่มขึ้น 20% และช่วยสร้างความมั่นใจให้ทีมในการตัดสินใจจ้างงาน”
    1. ลงทุนในความรู้เพื่ออนาคต
      ณัฐลงทะเบียนเรียนหลักสูตรที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถเชิงกลยุทธ์:
      • เขาจบหลักสูตร Strategic Workforce Planning และเข้าร่วมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับ HR Analytics
      • เขานำความรู้นี้ไปพัฒนาระบบแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลการจ้างงานในเชิงลึก
      สิ่งที่ณัฐได้เรียนรู้:
      “ผมใช้ข้อมูลจากแดชบอร์ดเพื่อแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในแหล่งผู้สมัครเฉพาะทางช่วยเพิ่มอัตราคุณภาพผู้สมัครได้ถึง 30%”

    บทเรียนจากณัฐ: จากงานปฏิบัติการสู่ HR เชิงกลยุทธ์
    เรื่องราวของณัฐแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงบทบาทจาก HR ปฏิบัติการไปสู่ HR เชิงกลยุทธ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากคุณเริ่มต้นจาก:

    1. วิเคราะห์ความต้องการและปัญหาขององค์กร
    2. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน
    3. สร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    4. ใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจ
    5. ทดลองทำโครงการนำร่อง
    6. ลงทุนในความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

    คำถามถึงคุณ:
    วันนี้คุณจะเริ่มเปลี่ยนแปลงบทบาทของคุณอย่างไร? มาแชร์เรื่องราวและแนวคิดของคุณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ HR คนอื่น ๆ! 😊

    HR คนไหนสนใจเข้ามาอยู่ใน Community ที่จะพาให้คุณไปเป็น HR Manager ได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็ทำให้คุณรู้รอบในงาน HR สามารถคลิกเข้าร่วมได้ที่ลิงค์นี้นะครับ
    https://members.seederschool.com/communities/groups/hr-manager-shortcut/home?invite=6798db08123cfe88c311ec4b

  • พัฒนาทักษะการตัดสินใจ แม้ไม่ได้มีส่วนร่วมในที่ประชุม

    การตัดสินใจ เป็นทักษะสำคัญที่ทำให้ผู้นำสามารถจัดการสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างมั่นใจ แต่สำหรับหลายคนที่ไม่เคยมีโอกาสเข้าร่วมประชุมตัดสินใจระดับสำคัญ คุณอาจรู้สึกไม่พร้อมหรือกังวลเมื่อต้องก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำ เรื่องราวต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเห็นแนวทางการเริ่มต้นพัฒนาทักษะนี้ได้ แม้ไม่มีประสบการณ์โดยตรง

    ตัวอย่างจริง: “พิมพ์” ผู้ประสานงาน HR ที่มุ่งมั่น
    พิมพ์เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานด้าน HR ในบริษัทขนาดเล็ก หน้าที่ของเธอส่วนใหญ่คือดูแลเอกสารและสนับสนุนแผนกต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม พิมพ์มีเป้าหมายที่จะเป็น HRBP (HR Business Partner) ในอนาคต แต่เธอรู้สึกว่าขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ เพราะไม่เคยมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมเชิงกลยุทธ์เลย

    ขั้นตอนการพัฒนาทักษะการตัดสินใจ: วิธีที่ “พิมพ์” ใช้

    1. ขออนุญาตตามติดหัวหน้าในที่ประชุม (Shadow a Leader)
      พิมพ์เริ่มต้นด้วยการขอโอกาสตามติดหัวหน้าในที่ประชุมสำคัญ:
      • เธอจดบันทึกว่าหัวหน้าใช้ข้อมูลอะไรและตั้งคำถามแบบไหนในการอภิปราย
      • เธอสังเกตวิธีที่หัวหน้าจัดลำดับความสำคัญระหว่างตัวเลือกต่าง ๆ และหาทางแก้ปัญหา

      ตัวอย่างที่พิมพ์เรียนรู้:
      “ฉันสังเกตว่าหัวหน้าใช้ข้อมูลและความคิดเห็นจากทีมเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและเป้าหมายระยะยาว”

    2. เตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการประชุม
      แม้พิมพ์จะไม่ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ตัดสินใจ แต่เธอเริ่มต้นด้วยการศึกษา:
      • ขอวาระการประชุมและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
      • วิเคราะห์ปัญหาหรือแนวทางแก้ไขล่วงหน้า และนำเสนอต่อหัวหน้าเป็นแนวทางประกอบการประชุม

      สิ่งที่พิมพ์ค้นพบ:
      “การเตรียมตัวล่วงหน้าทำให้ฉันเริ่มมองเห็นภาพรวมของปัญหา และความเห็นของฉันยังช่วยให้หัวหน้ามีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น”

    3. มีส่วนร่วมผ่านข้อมูลเชิงลึก
      พิมพ์ใช้ทักษะการวิเคราะห์ของเธอเพื่อเสนอข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ:
      • เธอสร้างรายงานเกี่ยวกับอัตราการลาออกของพนักงานใหม่ในช่วง 6 เดือนแรก
      • รายงานนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการต้อนรับพนักงานใหม่ และได้รับการนำไปอภิปรายในที่ประชุม

      ผลลัพธ์ที่พิมพ์สร้าง:
      “รายงานของฉันช่วยให้ทีมปรับปรุงกระบวนการ Onboarding ลดอัตราการลาออกของพนักงานใหม่ได้ถึง 20% ในไตรมาสถัดมา”

    4. ฝึกฝนการตัดสินใจในระดับทีม
      พิมพ์เริ่มต้นฝึกทักษะการตัดสินใจในงานที่เธอรับผิดชอบ:
      • เธอจัดประชุมระดมความคิดในทีมเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการ HR
      • เธอทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสนทนา ช่วยให้ทีมสามารถตัดสินใจร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      สิ่งที่พิมพ์ได้รับ:
      “ฉันเรียนรู้วิธีฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และไกล่เกลี่ยเพื่อหาฉันทามติในทีม”

    5. ศึกษาเครื่องมือการตัดสินใจ
      พิมพ์ศึกษากรอบแนวคิดและเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะการตัดสินใจ:
      • เธอฝึกใช้ Six Thinking Hats เพื่อมองปัญหาจากหลายมุมมอง
      • เธอใช้ Decision Trees ในการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของตัวเลือกต่าง ๆ

      ตัวอย่างการใช้จริง:
      “ฉันใช้ Decision Trees เพื่อช่วยวางแผนการทำงานยืดหยุ่นในองค์กร และสามารถสื่อสารข้อเสนอได้อย่างมั่นใจ”

    6. เปิดใจพูดคุยกับหัวหน้า
      พิมพ์ตัดสินใจแบ่งปันเป้าหมายในสายอาชีพของเธอกับหัวหน้า:
      • เธอขอโอกาสในการเข้าร่วมประชุมเชิงกลยุทธ์ในฐานะผู้สังเกตการณ์
      • หัวหน้าให้โอกาสเธอเข้าร่วมการประชุมไตรมาส และให้คำแนะนำในการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

      คำพูดที่สร้างโอกาส:
      “ฉันอยากพัฒนาทักษะการตัดสินใจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทผู้นำ มีโอกาสที่ฉันจะช่วยสนับสนุนหรือเรียนรู้เพิ่มเติมได้ไหม?”

    บทเรียนจาก “พิมพ์”: การเริ่มต้นที่เล็กแต่สำคัญ
    เรื่องราวของพิมพ์แสดงให้เห็นว่า คุณไม่จำเป็นต้องรอโอกาสใหญ่เพื่อพัฒนาทักษะการตัดสินใจ แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การสังเกต การวิเคราะห์ และการมีส่วนร่วมผ่านข้อมูลที่มีคุณภาพ

    คำถามถึงคุณ:
    วันนี้คุณจะเริ่มต้นจากจุดไหนเพื่อพัฒนาทักษะการตัดสินใจ? มาแชร์ความคิดและแรงบันดาลใจของคุณ เพื่อช่วยให้คนอื่นก้าวไปพร้อมกัน 😊