PoDi – The Visual Coach คือ โค้ชที่ผมสร้างผ่านการโปรแกรม ChatGPT โค้ช “พอดี” จะทำหน้าที่ถามคำถาม สร้างรูปภาพเพื่อมาช่วยขยายมุมมองกับปัญหานั้น สร้างเรื่องราวเฉพาะคุณมาให้ได้อ่าน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจปัญหา พร้อมหาทางออก ผมลองใช้มากับพนักงานหลายคนแล้ว คำตอบส่วนใหญ่คือ “เวิร์ค และช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาได้อย่างไม่น่าเชื่อ” ดูจากคลิปนี้ได้นะครับ ว่าโค้ช “พอดี” มาช่วยทำหน้าที่นี้ได้อย่างไร
-

-

-

เพียงแค่ตอบคำถามไม่กี่คำถาม คุณก็จะได้ Job Description ตามที่ต้องการ ผ่านความสามารถของ Dew – The JD Crafter
-

เคยรู้สึกไหมว่าชีวิตการทำงานของคุณวนเวียนอยู่กับงานเดิม ๆ ซ้ำซาก? แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่บางครั้งมันก็อาจทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกล็อกไว้ในกรอบที่ขยับไปไหนไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าคุณมีความฝันอยากเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อทีมและองค์กร การหลุดพ้นจากกรอบนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว มันคือการลงมือทำ เป็นแรงบันดาลใจ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในสิ่งที่คุณทำ
เปลี่ยนมุมมอง เริ่มต้นจากจุดที่คุณอยู่
ถ้าคุณต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดในปัจจุบัน ลองมองหาโอกาสเล็ก ๆ ที่แฝงอยู่ในงานประจำ เช่น การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การเสนอไอเดียใหม่ ๆ หรือการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานให้ทำงานได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับงานที่คุณทำ แต่ยังแสดงถึงศักยภาพความเป็นผู้นำที่องค์กรมองหาทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?
- เติบโตในสายอาชีพ: การแสดงบทบาทความเป็นผู้นำในงานประจำจะช่วยปูทางสู่ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น
- เพิ่มผลกระทบต่อทีม: ผู้นำที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างความสามัคคีและเพิ่มประสิทธิภาพในทีม
- พัฒนาทักษะ: การฝึกฝนทักษะความเป็นผู้นำช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
หลุดกรอบงานเดิม ๆ เพื่อค้นพบศักยภาพความเป็นผู้นำ: เรื่องราวของ “ดุจดาว”
ดุจดาว เป็นเจ้าหน้าที่ HR ผู้ดูแลงานจัดทำเงินเดือน (Payroll) ในบริษัทขนาดกลาง เธอเป็นคนตั้งใจทำงานและมีผลงานที่โดดเด่น แต่เธอกลับรู้สึกติดกรอบกับหน้าที่ที่ต้องทำซ้ำ ๆ ไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพในบทบาทผู้นำ ทั้งที่เธอมีความฝันอยากสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับที่กว้างขึ้น
นี่คือเรื่องราวของเธอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นผู้นำที่องค์กรมองเห็นศักยภาพและยอมรับขั้นที่ 1: มองหาโอกาสความเป็นผู้นำในงานปัจจุบัน
ดุจดาวเริ่มต้นด้วยการมองหาจุดที่เธอสามารถพัฒนากระบวนการในงานปัจจุบันให้ดีขึ้น:- เธอสังเกตว่ากระบวนการจัดทำเงินเดือนในบริษัทมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาเกินจำเป็น เช่น การตรวจสอบข้อมูลพนักงานในแต่ละเดือนซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการรายงาน
- ดุจดาวเสนอแนวทางปรับเปลี่ยน โดยการนำซอฟต์แวร์จัดการข้อมูลอัตโนมัติเข้ามาใช้งาน เธอเริ่มต้นด้วยการศึกษาระบบฟรีแวร์ง่าย ๆ ที่ไม่ต้องลงทุนสูง และทดลองกับข้อมูลส่วนเล็ก ๆ ของทีมก่อน
- ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยลดเวลาการตรวจสอบลงถึง 20% และข้อผิดพลาดในรายงานลดลง 15%
ตัวอย่าง:
“ฉันปรับปรุงกระบวนการรายงานเงินเดือน ลดข้อผิดพลาดลงอย่างเห็นได้ชัด และได้รับคำชมจากหัวหน้างานว่ากระบวนการนี้ช่วยประหยัดเวลาให้ทีมได้มากขึ้น”
ขั้นที่ 2: แสดงความตั้งใจและขอคำแนะนำ
ดุจดาวรู้ว่าการปรับปรุงงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เธอจึงตัดสินใจพูดคุยกับหัวหน้างานเกี่ยวกับเป้าหมายในอาชีพของเธอ:- ในระหว่างการประชุมประเมินผลงาน ดุจดาวเล่าถึงการปรับปรุงงานที่เธอได้ทำ พร้อมแสดงความสนใจที่จะรับผิดชอบในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น
- เธอขอคำแนะนำจากหัวหน้าว่าเธอควรพัฒนาทักษะด้านใด และมีโปรเจกต์ไหนที่เธอสามารถอาสาทำเพื่อฝึกฝนความเป็นผู้นำได้
- หัวหน้าของเธอแนะนำให้เธอลองเป็นหัวหน้าโครงการปรับปรุงการสื่อสารสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายแผนกในองค์กร
ตัวอย่างการสื่อสาร:
“ฉันอยากพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ มีงานหรือโปรเจกต์ใดที่เหมาะสำหรับฉันที่จะเรียนรู้และเตรียมตัวสำหรับบทบาทที่ท้าทายขึ้นได้บ้าง?”
ขั้นที่ 3: อาสารับงานที่ท้าทาย
การเป็นผู้นำโครงการปรับปรุงการสื่อสารสิทธิประโยชน์พนักงานเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับดุจดาว:- เธอเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
- จากนั้น เธอประสานงานกับทีม IT เพื่อออกแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์ได้ง่ายขึ้น เช่น วันลาพักร้อน การขอเบิกค่ารักษาพยาบาล และการปรับปรุงข้อมูลพนักงาน
- ระหว่างโครงการ ดุจดาวยังต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งเล็ก ๆ ระหว่างแผนกการเงินและแผนกทรัพยากรบุคคล เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงเป้าหมายเดียวกัน
ตัวอย่าง:
“โครงการนี้ทำให้ฉันได้พัฒนาทักษะการบริหารเวลา การแก้ไขความขัดแย้ง และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับทีมหลากหลาย”
ขั้นที่ 4: สร้างอิทธิพลผ่านความร่วมมือ
นอกเหนือจากงานโครงการ ดุจดาวยังพยายามสนับสนุนทีมอื่น ๆ ในองค์กร:- เธอช่วยทีมสรรหาวิเคราะห์ข้อมูลเงินเดือน เพื่อตรวจสอบความคุ้มค่าในการจ้างงานในตำแหน่งที่อัตราการลาออกสูง
- การช่วยเหลือของเธอทำให้ทีมสรรหามีข้อมูลเชิงลึกสำหรับใช้ในแผนกลยุทธ์ และสร้างความประทับใจให้กับหัวหน้าแผนก
ตัวอย่าง:
“ฉันวิเคราะห์ข้อมูลเงินเดือนเพื่อช่วยทีมสรรหาวางกลยุทธ์แก้ปัญหาอัตราการลาออกสูงในตำแหน่งที่สำคัญ ทำให้ทีมสามารถลดเวลาการจ้างลง 25%”
ขั้นที่ 5: พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ดุจดาวลงทุนในตัวเองด้วยการลงเรียนหลักสูตรบริหารโครงการและการสื่อสาร:- เธอเรียนรู้เทคนิคการมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้กับทีมโครงการในงานล่าสุด
- ดุจดาวยังเข้าร่วมเวิร์กช็อปการสื่อสารเพื่อพัฒนาการนำเสนอ และปรับปรุงวิธีการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม
ตัวอย่าง:
“หลักสูตรนี้ช่วยให้ฉันเรียนรู้วิธีสร้างแรงจูงใจให้ทีม และพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทีมในโครงการสำคัญ”
ขั้นที่ 6: บันทึกและแบ่งปันความสำเร็จ
เมื่อถึงการประเมินผลงานครั้งถัดไป ดุจดาวเตรียมแฟ้มผลงานที่บันทึกความสำเร็จในทุกขั้นตอน:- เธอนำเสนอผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดข้อผิดพลาดในกระบวนการ การประสานงานข้ามแผนกที่สำเร็จ และผลกระทบเชิงบวกต่อพนักงานในทีม
- ความพยายามของดุจดาวไม่เพียงได้รับคำชื่นชม แต่ยังทำให้เธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม HR
ตัวอย่าง:
“การนำเสนอผลงานช่วยให้หัวหน้าเห็นถึงศักยภาพของฉัน และทำให้ฉันได้รับโอกาสใหม่ ๆ ในองค์กร”
บทเรียนจากดุจดาว: การเป็นผู้นำเริ่มต้นได้จากวันนี้
เรื่องราวของดุจดาวแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งผู้นำถึงจะสร้างผลกระทบได้ ทุกอย่างเริ่มต้นจากความตั้งใจและการลงมือทำในสิ่งเล็ก ๆ ที่เราสามารถควบคุมได้ในปัจจุบัน
คำถามถึงคุณ:
วันนี้คุณจะเริ่มต้นก้าวแรกอย่างไรเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง? 😊 -

-

เรื่องสำคัญที่จะทำให้เราใช้ ChaTGPT ได้อย่างปลอดภัย UNESCO มีคำแนะนำก่อนนำไปใช้ โดยการตอบคำถามง่ายๆ 3 คำถาม ก่อนใช้ เรื่องราวเป็นอย่างไร
-

-

จำได้ไหมว่า ตอนที่เราก้าวเข้าสู่สายงาน HR ใหม่ ๆ เรามักจะโฟกัสกับการทำงานเชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การจัดทำเงินเดือน ไปจนถึงสรรหาพนักงาน จนบางครั้งเราก็เผลอคิดไปว่า HR คือคนเบื้องหลังที่คอยจัดการ “งานเอกสาร” ให้ทุกอย่างลื่นไหล แต่มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทำให้ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม?” และนี่แหละที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลง
ถ้าคุณอยู่ในจุดที่รู้สึกว่าอยาก “ก้าวต่อ” และอยากมีบทบาทในระดับที่กว้างขึ้น เช่น การช่วยองค์กรวางแผนกลยุทธ์คน หรือการสร้างความผูกพันระยะยาวให้พนักงาน คุณมาถูกที่แล้ว เพราะบทความนี้เราจะมาคุยกันแบบ HR ข้างบ้านว่า คุณสามารถพัฒนาตัวเองและเปลี่ยนจาก HR มือปฏิบัติ สู่ HR เชิงกลยุทธ์ได้อย่างไร- ประเมินตัวเอง: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ก่อนอื่นเลย ลองถามตัวเองดูว่า “ตอนนี้เราสนใจอะไร?” และ “เรายังขาดอะไร?” อย่างฉันตอนนั้นสนใจเรื่องการวางแผนกำลังคน เพราะรู้สึกว่ามันสำคัญกับภาพรวมขององค์กร แต่สิ่งที่ฉันยังขาดคือ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล และความเข้าใจในแผนธุรกิจ
วิธีทำ: ลองใช้เทมเพลตวิเคราะห์ช่องว่างทักษะ (Skills Gap Analysis) เขียนออกมาเลยว่าอะไรที่คุณมี และอะไรที่ต้องพัฒนา เช่น:
• สิ่งที่มี: ความเข้าใจในกระบวนการสรรหา
• สิ่งที่ต้องพัฒนา: การอ่านและแปลข้อมูล HR Analytics หรือการวางแผนระยะยาว
ตัวอย่าง HR ข้างบ้านเล่าให้ฟัง: “ฉันลองทำ Skills Gap Analysis ดู แล้วได้ข้อสรุปว่า ฉันควรเรียนรู้เรื่องการใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจ และลงคอร์สพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารเชิงกลยุทธ์” - หาโอกาสร่วมงานข้ามสายงาน
การพาตัวเองออกจากขอบเขตงานเดิม ๆ เป็นอีกก้าวสำคัญ ลองอาสาทำโปรเจกต์ที่ไม่ใช่แค่การจัดการเอกสารหรือการสรรหา เช่น เข้าร่วมทีมที่ดูแลโครงการพัฒนาพนักงาน หรือทำแบบสำรวจความผูกพันของพนักงาน
ตัวอย่าง HR ข้างบ้านเล่าให้ฟัง: “ตอนนั้นฉันอาสาทำโครงการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสำรวจความพึงพอใจของพนักงานใหม่ แล้วพบว่าพนักงานที่ไม่ได้รับการแนะนำงานอย่างเป็นระบบ มีแนวโน้มลาออกใน 6 เดือนแรกสูงถึง 30%! ฉันเลยเสนอแนวทางปรับกระบวนการ Onboarding ซึ่งช่วยลดการลาออกได้จริงในไตรมาสถัดมา” - ใช้พลังของการมีที่ปรึกษา
มีที่ปรึกษาดี ๆ ในสายงาน HR ช่วยให้คุณเติบโตได้เร็วขึ้น ลองมองหาคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่คุณอยากพัฒนา เช่น HRBP ที่มีประสบการณ์ด้านการวางแผนกำลังคน แล้วขอเป็นเงาตามตัว (Shadowing) หรือพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำ
ตัวอย่าง HR ข้างบ้านเล่าให้ฟัง: “ฉันเคยตามเป็นเงาพี่ในทีม HRBP ระหว่างการประชุมวางแผนกำลังคน ตอนแรกฉันเกร็งมาก แต่พี่เขาช่วยอธิบายว่า การวางแผนต้องใช้ข้อมูลแบบไหน และต้องพูดภาษาที่ผู้บริหารเข้าใจ ฉันเลยได้เรียนรู้การเชื่อมโยงเป้าหมายของ HR กับกลยุทธ์องค์กร” - เพิ่มทักษะผ่านการอบรม
ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์ ใบรับรอง หรือการประชุมวิชาการ ทุกโอกาสคือพื้นที่ให้คุณเรียนรู้ ลองลงคอร์ส HR Analytics หรือ Strategic HR Management เพื่อเสริมความรู้ใหม่ที่ใช้ได้จริง
ตัวอย่าง HR ข้างบ้านเล่าให้ฟัง: “ตอนฉันเรียน HR Analytics ฉันรู้เลยว่า การใช้ข้อมูลช่วยทำให้การตัดสินใจเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก หลังจบคอร์ส ฉันสร้างแดชบอร์ดที่แสดงแนวโน้มการสรรหา และใช้มันช่วยลดเวลาจ้างงานได้ถึง 20%!” - เริ่มต้นจากโปรเจกต์เล็ก ๆ
ไม่ต้องรีบร้อนทำโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ลองเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ในขอบเขตงานปัจจุบัน แต่มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ เช่น การสร้างรายงานที่เชื่อมโยงข้อมูลการสรรหากับอัตราการลาออก หรือเสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการ HR ให้เหมาะสมกับเป้าหมายองค์กร
ตัวอย่าง HR ข้างบ้านเล่าให้ฟัง: “ฉันเริ่มจากการทำรายงานง่าย ๆ ที่เชื่อมโยงข้อมูลการสรรหากับแนวโน้มลาออก แล้วเสนอในที่ประชุม พอผู้บริหารเห็นตัวเลข พวกเขาก็สนใจจนอนุมัติให้ฉันนำทีมทำโปรเจกต์ลดการลาออกในกลุ่มพนักงานใหม่!” - สร้างความโดดเด่นให้ตัวเอง
สุดท้ายนี้ อย่ากลัวที่จะแสดงศักยภาพของคุณ ลองแชร์ไอเดียในที่ประชุม หรือแสดงให้เห็นว่าคุณมีความสนใจในงานเชิงกลยุทธ์ เมื่อคนอื่นเห็นว่าคุณมุ่งมั่นและมีความสามารถ คุณก็จะได้รับโอกาสมากขึ้น
ข้อคิดจาก HR ข้างบ้าน: “การพูดในที่ประชุมครั้งแรกมันน่ากลัว แต่ฉันบอกตัวเองว่า ถ้าฉันไม่เริ่มพูดตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่ล่ะ? และมันก็ได้ผลจริง คนเริ่มมองว่าฉันเป็นคนที่พร้อมช่วยทีมในโปรเจกต์สำคัญ”
บทส่งท้าย: การเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ตัวคุณ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในจุดไหนของสายงาน HR อย่าลืมว่า การพัฒนาตัวเองและการเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ คือกุญแจสำคัญ อย่ากลัวที่จะลองสิ่งใหม่ เพราะความท้าทายเหล่านั้นจะเป็นบันไดพาคุณสู่บทบาท HR เชิงกลยุทธ์ที่คุณฝันถึง
วันนี้คุณจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอะไรดี? แชร์เรื่องราวของคุณให้ HR ข้างบ้านฟังสิ เผื่อมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นก้าวตาม! 😊 - ประเมินตัวเอง: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
-

-

คลิปนี้มาเล่าให้ได้ดูได้ฟังว่ากลไกในการให้คำตอบของ AI เป็นอย่างไร มีองค์ประกอบอะไรที่ใช้ในการให้คำตอบ แล้วถ้าเราอยากได้คำตอบแม่นจริงๆ เอาไปใช้ในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ควรจะต้อง “สั่งการ” AI แบบไหน อยากให้มาเรียนรู้และทำความเข้าใจจากคลิปนี้ครับ